เงินเฟ้อ พ.ค.อ่อนแรงรอบ 21 เดือน ขึ้นแค่ 0.53% พณ.กางปัจจัยกดเงินเฟ้อต่ำต่อ เฉลี่ยสูงไตรมาสละ 1% แต่ยังห่วงพิษภัยแล้ง-ค่าแรง
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) ของไทยเดือนพฤษภาคม 2566 เท่ากับ 107.19 สูงขึ้น 0.53% เทียบเดือนพฤษภาคม 2565 และลดลง 0.71% จากเดือนเมษายน 2566 ซึ่งเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และดัชนีต่ำสุดรอบ 21 เดือน นับจากเดือนกันยายน 2564
นายวิชานันกล่าวว่า สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่ากระแสไฟฟ้า ราคาสินค้าหมวดอาหารสดชะลอตัวต่อเนื่อง ประกอบกับฐานราคาที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2565 อยู่ระดับสูง ทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมปีนี้ชะลอตัวค่อนข้างมาก และหากเทียบอัตราเงินเฟ้อไทยกับต่างประเทศ อิงตัวเลขเดือนเมษายน 2566 พบว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อระดับต่ำ และต่ำที่สุดในอาเซียน จาก 7 ประเทศ และเทียบทั่วโลก 136 ประเทศ ไทยต่ำในอันดับ 14
นายวิชานันกล่าวต่อว่า สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักกลุ่มอาหารสดและพลังงาน) สูงขึ้น 1.55% เทียบเดือนพฤษภาคม 2565 และลบ 0.06% จากเดือนเมษายนปีนี้ที่สูงขึ้น 1.66% ส่งผลให้ 5 เดือนแรก 2566 เงินเฟ้อทั่วไปของไทยสูง 2.96% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และเงินเฟ้อพื้นฐานสูง 1.98%
“ดูจากแนวโน้มปัจจัยหลักต่อเงินเฟ้อ หากทิศทางราคากลุ่มพลังงาน น้ำมัน ลดลง มาตรการช่วยเหลือลดค่าครองชีพประชาชนรัฐต่อไปเรื่อยๆ หรือเสริมมาตรการใหม่ๆ และฐานเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือปีนี้ยังสูง โอกาสที่เงินเฟ้อจากนี้จะยังเพิ่มในอัตราต่ำต่อเนื่อง เดือนมิถุนายนก็น่าจะใกล้เคียงเดือนพฤษภาคม ส่งผลต่อเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 สูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 1% ต่อไตรมาส ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั้งปี 2566 เดิมคาดการณ์ไว้ 2.2% จะลดลงต่ำกว่า 2% โดยจะมีการประกาศตัวเลขใหม่ในการแถลงเงินเฟ้อครั้งหน้า 5 กรกฎาคม” นายวิชานันกล่าว

นายวิชานันกล่าวต่อว่า สนค.กำลังทบทวนคาดการณ์เงินเฟ้อใหม่ ต้องรอดูความชัดเจนเรื่องผลกระทบจากภัยแล้งภัยธรรมชาติที่จะมีผลต่อราคาพืชและอาหารสด รวมถึงต้นทุนภาคผลิตและภาคบริการยังทรงตัวสูง และอุปสงค์ในประเทศจากจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มขึ้นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วจะเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจและส่งผลต่อเงินเฟ้อ รวมถึงการติดตามนโยบายรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะเรื่องค่าแรง ต้องติดตามว่าจะปรับขึ้นทันที 450 บาทไหม ซึ่งจากติดตามกระแสน่าจะเป็นทยอยปรับขึ้น ซึ่งจะไม่กระทบต่อเงินเฟ้อรุนแรงนักหากมีการทยอยปรับ ค่าเงินยังผันผวน และกลุ่มผลิตน้ำมันโลก (โอเปค) จะมีทิศทางอย่างไร สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่มีมุมมองจากวงการการเงินว่าจะปรับขึ้นอีกนั้นคงต้องรอ กนง.พิจารณา
“3 ประการเสี่ยงต่อเงินเฟ้อดีดขึ้นในช่วงที่เหลือคือความแปรปรวนของสภาพอากาศ อุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น และต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการยังอยู่ระดับสูง ทั้งราคาก๊าซหุงต้ม ค่าแรง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจจะทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสผันผวนได้บ้าง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายวิชานันกล่าวต่อ
นายวิชานันกล่าวด้วยว่า หากลงในรายละเอียดเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2566 เงินเฟ้อสูงในอัตราต่ำมาจากกลุ่มไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลบ 1.83% แต่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังสูง 3.99% โดยรายการสินค้ามีราคาสูงขึ้น 333 รายการ เท่าเดิม 36 รายการ และลดลง 61% โดยสินค้าราคาสูง อาทิ มะนาว ต้นหอม มะเขือ แตงโม เงาะ ไข่ไก่ เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดไม่มากนัก ประกอบกับความต้องการเพิ่มขึ้นจากการเปิดภาคเรียน เครื่องดื่มกาแฟ/ชา น้ำอัดลม กาแฟผงสำเร็จรูป และอาหารบริโภคในบ้าน (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวแกง/ข้าวกล่อง ก๋วยเตี๋ยว) ราคาสูงขึ้นตามต้นทุน ขณะที่สินค้าสำคัญราคาลง อาทิ เนื้อสุกร ปลาช่อน น้ำมันพืช มะขามเปียก มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) กล้วยน้ำว้า ทุเรียน และชมพู่
นายวิชานันกล่าวว่า ส่วนสินค้าไม่ใช่อาหารราคาลง อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่มดีเซล แก๊สโซฮอล์ และเบนซิน ค่ากระแสไฟฟ้า เครื่องรับโทรศัพท์มือถือ เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า แป้งผัดหน้า หน้ากากอนามัย และค่าสมาชิกเคเบิลทีวี ส่วนสินค้าราคาสูงขึ้น อาทิ ก๊าซหุงต้ม ค่าโดยสารสาธารณะ (เครื่องบิน แท็กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง รถเมล์เล็ก/สองแถว เรือ) ค่าการศึกษา สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด (สารกำจัดแมลง น้ำยาล้างห้องน้ำ) และค่าบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมชาย/สตรี ค่าทำเล็บ)

