หน้าแรก เศรษฐกิจ สดช.ชี้ตั้ง ร...

สดช.ชี้ตั้ง รบ.ใหม่ล่าช้าไม่กระทบการทำงานภาครัฐ หนุนนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่รัฐดิจิทัล

6.06.23 | 15:26 น.

สดช.ชี้ตั้ง รบ.ใหม่ล่าช้าไม่กระทบการทำงานภาครัฐ หนุนนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่รัฐดิจิทัล

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่อาคารสโมสร สำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กับหน่วยงานเครือข่ายความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 9 หน่วยงาน

ประกอบด้วย ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมราชทัณฑ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

นายภุชพงค์กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดในเดือนสิงหาคม หรือล่าช้ากว่านั้น ว่ามองว่าการขับเคลื่อนภาครัฐจะมีองคาพยพที่เป็นฐานการพัฒนาการทำงานภายใต้กระทรวงดิจิทัล ดังนั้น ถ้ามีการดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้แล้ว การทำงานในยุทธศาสตร์ต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกัน หากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ตามกรอบกำหนดส่งผลให้การสนับสนุนจากภาครัฐเข้ามาเสริม เช่น การให้นโยบายการทำงานที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะถ้าภาครัฐทำกันเอง ต่างกระทรวง ต่างกรมทำ จะทำให้การขับเคลื่อนต้องใช้เวลา

“สำหรับรัฐบาลใหม่ที่เข้ามามีนโยบายต้องการพัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐ หรือทำรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งในส่วนของงบประมาณ ระบบการทำงานต่างๆ เมื่อมีการสนับสนุนเข้ามาในโครงการแล้วจะสามารถทำได้เร็วขึ้น แต่หากเกิดรัฐบาลจัดตั้งล่าช้า ระบบของราชการเองในส่วนของแผนดำเนินงานจะไม่ได้รับผลกระทบและดำเนินการต่อได้ แต่จะสำเร็จได้ช้ากว่าเมื่อเทียบกับมีการรัฐบาลใหม่เข้ามาบูรณาการร่วมกัน” นายภุชพงค์กล่าว

Advertisement

นายภุชพงค์กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงาน โดยแผนการทำงาน หรือยุทธศาสตร์ที่ได้พัฒนาได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการของกระทรวงดิจิทัล และยังต้องรอผ่านการพิจารณาของ ครม. ดังนั้น รัฐบาลใหม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ และเพิ่มเติมในส่วนที่ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ได้ จากนั้นจะมีการพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหากนโยบายผ่านการพิจารณาจะนำงบประมาณมาพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

นายภุชพงค์กล่าวว่า สำหรับแผนการทำงานของ สดช.โดยแผนการทำงาน หรือแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (พ.ศ.2561-2580) ในระยะ 3 ระหว่างปี 2566-2570 มีการวางกลยุทธ์ได้ทันสมัย หากรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นจะทำให้การทำแผนดังกล่าวประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เช่น การผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐมีการทำงานที่ไร้กระดาษ 100% ปัจจุบันการทำงานของ สดช.มีการทำงานไร้กระดาษคิดเป็น 97% เพราะการทำงานบางอย่างจำเป็นต้องใช้กระดาษ เช่น การเซ็นเช็ค เป็นต้น นอกจากนี้ หน่วยงานภายใต้การทำงานของกระทรวงดิจิทัลได้ใช้ระบบการทำงานแบบดิจิทัลมากขึ้นแล้ว

“กระทรวงอื่นๆ ยังเป็นการทำงานใช้กระดาษ หากอนาคตมีการพัฒนามากขึ้นจะมีการใช้ดิจิทัลเข้ามาเก็บฐานข้อมูล การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลและทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และอื่นๆ ก็มีการบรรจุอยู่ในแผน” นายภุชพงค์กล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลดิจิทัลตั้งเป้าให้หน่วยงานรัฐบาลสามารถให้บริการประชาชน สามารถทำได้เป็นระบบผ่านดิจิทัลอย่างน้อยในปี 2570 จะผลักดันให้สามารถทำได้ เช่น ปัจจุบันการต่อทะเบียนรถยนต์ การเสียภาษี แม้อยู่ที่บ้านก็สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นต้องเดินทางไปดำเนินการ เช่น การทำบัตรประชาชน การทำหนังสือเดินทาง การจดทะเบียนสมรส/หย่า และการรับบุตรบุญธรรม เป็นต้น

ทั้งนี้ ก็มีการดำเนินการที่ต้องเดินทางไปทำที่หน่วยงานราชการโดยตรง เช่น การถ่ายโอนที่ดิน ยังไม่สามารถทำเป็นระบบดิจิทัลได้ เพราะต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์หลายขั้นตอน แต่ขณะนี้ในส่วนของกรมที่ดิน ได้พัฒนาให้มีการทำเรื่องข้ามเขต หรือข้ามจังหวัดได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่ทำการที่ตั้งตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน ซึ่งในอนาคตพยายามพัฒนาให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่หน่วยงานราชการด้วยวิธีการดิจิทัล

นายภุชพงค์ระบุว่า การลงนามในครั้งนี้เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมาย โดยมุ่งหมายในการพัฒนาอาสาสมัครดิจิทัลประจำหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 คน ในปี 2567 และสร้างความเข้มแข็งของ อสด.ให้สามารถขยายผลการดำเนินงานในการช่วยเหลือไปยังประชาชน รวมไม่น้อยกว่า 300,000 คน (สัดส่วน อสด. 1 คน ช่วยเหลือ 4 คน) ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาการขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลในพื้นที่ การประยุกต์ใช้ดิจิทัล เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับเป้าหมายได้ ตามวัตถุประสงค์การจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ

ทั้งนี้ การพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ อสด.เพื่อยกระดับทักษะความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนกิจกรรมด้านดิจิทัลในระดับพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน เด็กและเยาวชน ลูกเสือไซเบอร์ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เจ้าหน้าที่พัฒนาความรู้ของกรมราชทัณฑ์ เป็นต้น และเพื่อยกระดับระบบสารสนเทศ เทคโนโลยีดิจิทัลให้ตอบโจทย์การปฏิบัติหน้าที่ของ อสด.และอาสาสมัครภาคีเครือข่ายอีกด้วย