ตลท. คาดทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทย หลังขายสะสมกว่าแสนล้าน

ภาพโดย StockSnap จาก Pixabay

ตลท. คาดทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทย หลังขายสะสมกว่าแสนล้าน

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในปี 2566 มีแนวโน้มวิ่งเข้าวิ่งออกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยภาพปัจจุบันปัจจัยในประเทศหรือต่างประเทศยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ประเมินในรายเซกเตอร์ อาทิ ภาคการส่งออกที่มีความน่ากังวลเล็กน้อย เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ได้โตอย่างที่คาดไว้ แต่หากมองภาคการท่องเที่ยว หรือการบริโภคในประเทศ ถือว่าปรับดีขึ้นมาก จึงคาดการณ์ว่าฟันด์โฟลว์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะน่าจะไหลเข้ามาได้ดีกว่าครึ่งปีแรก ตามเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในระดับกำลังดีขึ้น

“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์ต่างชาติมีการไหลเข้าออกในตลาดหุ้นไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก ซึ่งหากประเมินจากการไหลออกเทียบกับอดีตที่ผ่านมา มองว่าการขายสุทธิของต่างชาติในตอนนี้ยังไม่ได้เป็นการไหลออกที่รุนแรงกว่าเดิม รวมถึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยและบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยในหลายเซกเตอร์มีการฟื้นตัวที่ดี น่าจะเป็นตัวทำให้ฟันด์โฟลว์ปรับทิศทางใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังได้” นายภากร กล่าว

นายภากร กล่าวว่า นโยบายของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความสอดคล้องกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว อาทิ การลดช่องว่างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศ อาทิ การช่วยให้บริษัทขนาดเล็กเข้าถึงการระดมทุนได้ง่ายขึ้น การออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นักลงทุนรายได้น้อยมากขึ้นได้ ซึ่งไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตาม แต่นโยบายที่ดำเนินการอยู่ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของไทยอยู่แล้ว

Advertisement

นายภากร กล่าวว่า นอกจากนี้ การปรับลดลงของดัชนีหุ้นไทย เพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลงนั้น มองว่าบริษัทในตลาดหุ้นไทยมีความสามารถในการทำกำไร และความสามารถในการแข่งขันแม้สิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย รวมถึงการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้นได้

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคม 2566 เริ่มเห็นเงินทุนต่างชาติไหลออกจากพันธบัตรและหุ้นไทยในระยะสั้น หลังทราบผลการเลือกตั้ง เนื่องจากผู้ลงทุนกังวลเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2566 ถึงปัจจุบันมีการขายต่างชาติแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างประเทศด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนเป็นเพราะปี 2565 มีการซื้อสุทธิของต่างชาติกว่า 2 แสนล้านบาท เทียบกับตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ส่วนใหญ่ที่ฟันด์โฟลว์ยังไม่ได้ไหลเข้าไป จึงเป็นการปรับสมดุลของการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งหากมีปัจจัยอะไรที่ส่งผลเป็นพิเศษ ตลท.จะมีการแจ้งเตือนผู้ลงทุนอยู่แล้ว

นายศรพล กล่าวว่า ยืนยันว่าการไหลออกของฟันด์โฟลว์ต่างชาติไม่ได้ส่งผลกระทบกับการระดมทุนในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากการซื้อหุ้นไอพีโอส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนในประเทศหลัก โดยหากประเมินจากข้อมูลการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในปี 2563-2564 ที่ขายรวมกันกว่า 313,000 ล้านบาท แต่ในปี 2564 เป็นปีที่เห็นการระดมทุนผ่านหุ้นไอพีโอสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อหุ้นไอพีโอมากกว่า อาทิ โอกาสทางธุรกิจ หรือมูลค่า (แวลูเอชั่น) หุ้นไทย

“สิ่งที่เป็นความกังวลอย่างเดียวคือ ต้นทุนจากพลังงาน ซึ่งการปรับตัวของแต่ละบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ต้องติดตามต่อในรายละเอียด ที่จะต้องเลือกการลงทุนในบริษัทที่สามารถปรับตัวรับกับดิสรัปชั่นได้” นายศรพล กล่าว

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2566 ดัชนีหุ้นปิดที่ระดับ 1,533.54 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า และปรับลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 โดยปรับไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นใน ASEAN กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่าภาพรวมเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มการเงิน กลุ่มบริการ และ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 54,189 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 31.6% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 5 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 60,933 ล้านบาท ซึ่งพบว่าผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 4 โดยในเดือนพฤษภาคม 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 33,407 ล้านบาท แต่ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image