หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘บิ๊กซี’ ทุ่ม...

‘บิ๊กซี’ ทุ่มหมื่นล้านขยายสาขา รีโนเวตใหญ่ ‘รัชดา-ลำลูกกา’ เป็น Big C Place

7.06.23 | 21:05 น.

‘บิ๊กซี’ ทุ่มหมื่นล้านขยายสาขา รีโนเวตใหญ่ ‘รัชดา-ลำลูกกา’ เป็น Big C Place แหล่งแฮงค์เอาต์


ในแผนลงทุนปี 2566 วงเงิน 10,000 ล้านบาท ของบริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BRC บริษัทเรือธงของกลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และกลุ่มบริษัทไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ TCC ธุรกิจใต้ลมปีกของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี

นอกจากสยายปีกสาขาใหม่ในประเทศไทยและต่างประเทศ อย่างลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน โดยเป็นการขยายร้านค้าขนาดใหญ่ในประเทศไทย ลงทุนในธุรกิจบิ๊กซีมินิ ตลาด Open air ยังเตรียมรีโนเวตสาขาเก่าอีก 10-15 สาขา ด้วยวงเงิน 2,000 ล้านบาท

Advertisement

หนึ่งในนี้มีแปลงโฉม “ไฮเปอร์มาร์เก็ต” เป็น “บิ๊กซีเพลส” (Big C Place) เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่เปลี่ยนไป ที่ไม่ใช่แค่มาเดินซื้อของอย่างเดียว แต่ยังต้องการพื้นที่แฮงค์เอาต์และพักผ่อน

ในปี 2566 นำร่อง 2 สาขาแรกที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาลำลูกกา และ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขารัชดาภิเษก โดยใช้งบรีโนเวตสาขาละ 500 ล้านบาท เตรียมอวดโฉมสาขาลำลูกกาเป็นแห่งแรกในเดือนกรกฎาคมนี้

ส่วนสาขารัชดา ด้วยเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ จะแล้วเสร็จในปี 2567 จากนั้นจะไล่สาขาอื่นๆตามมา โดยเน้นสาขามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมาก และมีโอกาสการเติบโต รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือคนต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมากยิ่งดี เหมือนกันสาขารัชดาที่เป็นย่านที่คนจีนอาศัยอยู่จำนวนมาก

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BRC กล่าวว่า ในปีนี้ใช้งบ 2,000 ล้านบาท รีโนเวตบิ๊กซีสาขาขนาดใหญ่ 10-15 สาขา เป็นบิ๊กซีเพลส รองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่ไม่ใช่มาซื้อของอย่างเดียว ยังต้องการมาพักผ่อนด้วย นำร่องสาขาแรกที่ลำลูกกาจะเปิดเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนสาขารัชดาเป็นการรีโนเวตครั้งใหญ่ วงเงิน 500 ล้านบาท และจะเชื่อมกับ “เดอะสตรีทรัชดา” เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีนและสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับลูกค้า

“เมื่อ 30 ปีก่อน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อยากจะดึงคนแถวนั้นเข้ามา ตัวพื้นที่ขายเมื่อก่อน สาขาใหญ่ 10,000-20,000 ตารางเมตร มีสินค้าให้เลือกหลายอย่าง เพื่อดึงคน มีพื้นที่เช่าเล็กๆ ตอนนี้วิวัฒนการการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เขาไม่อยากมาซื้อของอย่างเดียว อยากใช้ชีวิต ใช้เวลาอยู่ในนี้ ต้องการพื้นที่แฮงค์เอาต์และพักผ่อน ซึ่งบิ๊กซีเพลสจะเป็นการตอบโจทย์ ไม่ว่าเรื่องกิน ร้านค้า ร้านอาหาร สตรีตฟู้ด ต่อไปอาจจะมีร้านหม่าล่า ปิ้งย่างเพื่อตอบสนองลูกค้าด้วย” นายอัศวินอธิบาย

อย่างไรก็ตาม อัศวิน ย้ำว่า การรีโนเวตบิ๊กซีสาขาใหญ่ให้เป็นบิ๊กซีเพลส แต่ละที่จะต่างกัน ขึ้นอยู่กับคาแรคเตอร์ลูกค้าในพื้นที่นั้น อย่างเช่น สาขารัชดา มีคนจีนอยู่มาก และนักท่องเที่ยวก็เริ่มเข้ามาใช้บริการ อาจจะมีร้านหม่าล่า หรือร้านปิ้งย่างตอบสนองลูกค้าด้วย นอกจากนี้มีปรับพื้นที่ฟู้ดคอร์ต กลางวันขายอาหาร กลางคืนอาจจะมีพื้นที่จัดงานและมีติดจอแอลอีดี เป็นต้น

พร้อมอธิบายคอนเซ็ปต์ของ “บิ๊กซีเพลส” ให้ฟังว่า จะเป็นลดพื้นที่ขาย เพิ่มพื้นที่เช่ามากขึ้น ด้วยการเพิ่มพื้นที่ช้อปปิ้ง พื้นที่เล่นเกม พื้นที่ Edutainment พื้นที่เช่าเชิงไลฟ์สไตล์ พื้นที่เช่าสำหรับด้านการบริการสุขภาพและความงาม ร้านอาหารเครื่องดื่ม พื้นที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง พื้นที่ Co-working เป็นต้น การพลิกโฉมครั้งนี้จะทำให้ลูกค้าใช้เวลาในพื้นที่นานขึ้น และทำให้การจับจ่ายภายในศูนย์แต่ละสาขาสูงขึ้นตามไปด้วย

อัศวิน กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านค้าขนาดใหญ่จำนวน 1,718 ร้านค้า และร้านค้ารูปแบบอื่นๆ จำนวน 1,466 ร้านค้า รวม 3,184 ร้านค้า มีพื้นที่เช่ากว่า 1 ล้านตารางเมตร และมีเครือข่ายร้านค้าปลีกหลากหลายรูปแบบ เช่น บิ๊กซี ซูเปอร์ เซ็นเตอร์, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า, บิ๊กซี เพลส, บิ๊กซี มาร์เก็ต, บิ๊กซี ฟู๊ดเพลส, บิ๊กซี ดีโป้, บิ๊กซี มินิ, บิ๊กซี ฟู๊ด เซอร์วิส

รวมถึงธุรกิจตลาด Open-Air อย่างตลาดทิพย์นิมิตร, ตลาดครอบครัว, ตลาดเดินเล่น ตลอดจนร้านค้าอื่น ๆ เช่น ร้านกาแฟวาวี, ร้านหนังสือเอเซียบุ๊คส์ และร้านขายยาเพรียว อีกทั้งร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม “โดนใจ”

รายได้ในปี 2565 มีรายได้รวม 113,573 ล้านบาท ในปี 2566 มั่นใจมีรายได้เติบโตต่อเนื่องและมากกว่าจีดีพีของประเทศ มีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น” นายอัศวิน กล่าวพร้อมย้ำว่า

แม้ในครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยลบจากความผันผวนต้นทุนพลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย การเมืองโลกหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยคาดการณ์ธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่ปี 2566-2568 เติบโตเฉลี่ยปีละ 7% สูงกว่าจีดีพีของประเทศ นอกจากนี้ในอีก 5-7 ปีบริษัทตั้งเป้าจะมีรายได้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 10% เป็น 20% 30% 40% ตามลำดับ