คิดเห็นแชร์ : นวัตกรรมการเรียนรู้ โดยใช้หลักการพัฒนาสมอง
บทความที่ผ่านๆ มา ผมพูดถึงแหล่งเรียนรู้สาธารณะทั้งในและต่างประเทศ มาหลายบทความ แต่วันนี้ผมขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับ “นวัตกรรมการเรียนรู้” ที่ทาง OKMD พัฒนามาตลอดหลายปีจนเป็นจุดแข็งขององค์กร นั่นคือการเรียนรู้ตามหลัก BBL หรือ Brain-Based Learning
การพัฒนากระบวนเรียนรู้ แบบ Brain Based Learning มาจากปัญหาการจัดการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนของไทย ที่พบว่ามีปัญหามากมาย เช่น
1.การจัดการศึกษาระดับประถมวัยได้รับความสนใจน้อยถึงน้อยที่สุด ได้รับงบประมาณน้อยมาก จัดได้ไม่ทั่วถึง ใช้ครูที่ขาดความรู้ด้านการกระตุ้นเพื่อช่วยพัฒนาสมองเด็กเล็ก
2.การเลี้ยงเด็กเล็ก เน้นแต่เพียงการกินอิ่มนอนหลับ ปลอดภัยทางกายภาพ โดยผู้เลี้ยงที่ไม่มีความรู้เรื่องการพัฒนาของสมอง เด็กบางคนถูกเลี้ยงในศูนย์เลี้ยงเด็ก ที่คนดูแลมีความรู้น้อย เงินเดือนต่ำ ต้องดูแลเด็กจำนวนมาก แม้แต่การเรียนในระดับอนุบาล ส่วนใหญ่ครูก็มีความรู้น้อย สอนแต่ภาษาและคณิตศาสตร์เบื้องต้น มีส่วนน้อยที่เป็นโรงเรียนเตรียมความพร้อมสร้างบรรยากาศเรียนรู้ที่ดีและฝึกให้เด็กเล็กใช้สมองทุกด้าน
3.โรงเรียนส่วนใหญ่ เน้นการสอนและวัดผลเพียง 2 ด้านคือ ภาษาและคณิตศาสตร์ ไม่ค่อยสนับสนุนให้นักเรียนมีความเฉลียวฉลาดด้านอื่นๆ
4.ครูแบบเก่า ยังสอนแบบเน้นวินัยแบบทหาร มีการประณาม ดุด่า ลงโทษ เฆี่ยนตี การสร้างบรรยากาศแข่งขัน ทำให้นักเรียนรู้สึกมีความเครียด
5.การสอนในระบบโรงเรียน จะสอนตามหลักสูตรตำรา ความรู้ความเข้าใจของผู้สอนมากกว่าที่จะเชื่อมโยงกับความสนใจ ความรู้เดิมของนักเรียน มักเป็นการสอนแบบบรรยายและสอนให้ท่องจำเป็นส่วนๆ แบบไม่เชื่อมโยงกับความสนใจ ความรู้เดิม ไม่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตจริง ทำให้การสอนเป็นเรื่องน่าเบื่อ จดจำและเข้าใจได้ยาก
การจัดระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบัน ยังต้องรอให้คนมีปัญหาแล้วถึงมาตามแก้ เช่น เด็กที่เรียนได้ช้าก็มาสอนเสริม สอนกวดวิชา เด็กที่มีปัญหาเฉพาะทาง เช่น ปัญญาอ่อน ออทิสติก ก็ต้องลงทุนจ้างครูพิเศษเฉพาะทาง เด็กเกเร ก็ต้องลงทุนสร้างนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ตำรวจ ฯลฯ มาตามแก้ไข แทนที่จะลงทุนป้องกันตั้งแต่ต้นทาง อีกทั้งการสอนที่เน้นการบรรยาย เพื่อจำข้อมูลไปสอบโดยไม่มีสื่อภาพ ที่ช่วยให้เข้าใจและจำได้ง่ายและไม่มีการออกไปสัมผัสของจริง กลายเป็นวิธีการเรียนรู้ที่แห้งแล้งน่าเบื่อ จำได้ยาก เชื่อมโยงทำความเข้าใจยาก
ดังนั้น การนำนวัตกรรมการเรียนรู้แบบ Brain Based Learning มาประยุกต์ใช้ ก็จะช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ กล่าวคือ เน้นการใช้ความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับสมองเป็นเครื่องมือในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์ โดยเชื่อว่าโอกาสทองของการเรียนรู้อยู่ระหว่างแรกเกิด – 10 ปี
องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบ BBL นั้น มี 6 องค์ประกอบ คือ
1.ความเหมาะสมของเวลาและสถานที่ เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเรียนรู้ รวมทั้งจัดเตรียมสถานที่ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ เช่น แสงสว่างเพียงพอ ไม่มีเสียงรบกวน
2.การเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับการรับความรู้ใหม่ : ประกอบด้วย เตรียมความพร้อมของสมอง คือการเตรียมให้ผู้เรียนพร้อมที่จะรับความรู้ใหม่ เช่น การนั่งสงบฟังดนตรีเบาๆ เผื่อให้ผ่อนคลายประมาณ 10 นาที หรือการนั่งสมาธิ กำหนดสติ และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ทำให้เกิดทัศนคติที่ดี และกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น โดยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนค้นหาความหมายในการเรียนรู้ในรูปแบบของตัวเอง อาจสอบถามความคาดหวัง เพื่อผู้สอนจะได้ตอบโจทย์ผู้เรียน
3.การให้ข้อมูล : เชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์จริง ข้อมูลที่ให้ควรเชื่อมโยงกับความรู้/ประสบการณ์เดิมของผู้เรียน เช่น ยกตัวอย่างที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความเข้าใจได้ง่ายขึ้น และควรให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่จดจำได้ง่าย เช่น วิดีโอ แผนภาพ ผังมโนทัศน์ (Mind map) มีการอธิบายข้อมูลนอกจาก อธิบายเนื้อหาในแต่ละส่วนแล้ว ต้องเชื่อมโยงกับภาพรวมเพื่อสร้างความเข้าใจ เช่น การอธิบายความหมายของคำ จำเป็นต้องยกตัวอย่างประโยค เพื่อสร้างความเข้าใจ หลังจากที่รับฟังข้อมูลแล้วต้องให้เวลาผู้เรียนได้ตกผลึกทางความคิด ทบทวนความรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และทำความเข้าใจในรูปแบบของตนเอง เช่น ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นว่าหากนำแนวคิด หรือวิธีการที่ผู้สอนอธิบายไปประยุกต์ใช้ในองค์กร จะเกิดประโยชน์อะไร มีข้อดีข้อเสียอะไร อะไรคือปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข เป็นต้น รวมทั้งให้ผู้สอนผสมผสานแนวการสอน วิธีการหรือเทคนิคที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองทุกส่วน และดึงดูดความสนใจซึ่งแตกต่างกันในผู้เรียนแต่ละคน
4.การสร้างประสบการณ์ : การสร้างประสบการณ์จริงให้กับผู้เรียนเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ผู้สอนสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเนื้อหาได้ เช่น ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง เช่น Role playing, Cooperative project, Simulation และ Board Game หรือสร้างกิจกรรมกลุ่มก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและกระตุ้นการคิด วิเคราะห์ ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้สร้างความเข้าใจของตนเอง หรือหากเป็นไปได้ควรสร้างประสบการณ์จากการได้เรียนรู้จากของจริง เช่น กิจกรรมนอกสถานที่ โครงการที่มีลักษณะ interactive เป็นต้น
5.การสรุปประเด็นและทบทวนเนื้อหา : ผู้สอนต้องให้ข้อสรุป หรือข้อเสนอแนะต่อกิจกรรมสร้างประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งควรให้มีการทบทวนความรู้ที่ได้เรียนมาในครั้งนี้ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสอบถามถึงประเด็นที่ยังสงสัย และมีการสรุปประเด็นสำคัญของเนื้อหา และกระตุ้นให้เกิดการนำความรู้ไปใช้
6.การสร้างบรรยากาศระหว่างการเรียน : สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่เครียดเกินไป ในขณะเดียวกันต้องท้าทายและกระตุ้นการเรียนรู้ โดยพยายามให้การผ่อนคลายและความท้าทายอยู่ในระดับที่สมดุลกัน เนื่องจากความเครียดเล็กน้อยจะกระตุ้นสัญชาตญาณในการอยู่รอดแต่ถ้ามากเกินไปจะยับยั้งความสามารถในการเรียนรู้ โดยอาจนำการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย ดนตรี ศิลปะ เข้ามาผสมผสานกับกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลาย เช่น การเปิดเพลงขณะทำกิจกรรมกลุ่ม การให้เล่นเกม หรือเคลื่อนไหวร่างกายในช่วงสั้นๆ อีกทั้งการแสดงออกของครูผู้สอน ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าผู้สอนให้ความสำคัญ และเชื่อมั่นว่าเรื่องที่สอนมีประโยชน์และมีความสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนรับรู้ถึงความตั้งใจและความจริงใจของผู้สอน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดการคล้อยตามและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เรียนได้
หากมีโอกาสในอนาคต ผมจะลองนำ Successful Case มาแชร์ประสบการณ์และเล่าสู่กันฟังต่อไป ครับ
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร.

