‘เพชร หวั่งหลี’ เอ็มดีหัวใจสีเขียว รับภารกิจพา ‘น้ำมันพืชกุ๊ก’ ขึ้นชั้น หนึ่งในผู้นำ Green Industry

11.06.23 | 12:20 น.
‘เพชร หวั่งหลี’ เอ็มดีหัวใจสีเขียว รับภารกิจพา ‘น้ำมันพืชกุ๊ก’ ขึ้นชั้น หนึ่งในผู้นำ Green Industry

‘เพชร หวั่งหลี’ เอ็มดีหัวใจสีเขียว
รับภารกิจพา ‘น้ำมันพืชกุ๊ก’ ขึ้นชั้น
หนึ่งในผู้นำ Green Industry ในภูมิภาค

ตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้นมา กว่า 3 ปี ระบบเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่เหมือนเดิม ยังเผชิญปัจจัยท้าทายอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว ภาวะเงินเฟ้อ และยังเจอ geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันยิ่งขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น เข้ามาผสมโรงทำให้การทำธุรกิจในปัจจุบันยากยิ่งขึ้น!

เพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด หรือที่รู้จักดีของผู้บริโภค “น้ำมันพืชกุ๊ก” ให้มุมมองของนักธุรกิจว่า สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ การวางแผนทำธุรกิจเดี๋ยวนี้ต้องมีความยืดหยุ่น มีแผน A แล้วต้องมีแผน B และอาจต้องมีแผน C ด้วย

“ผมมองว่าความเปลี่ยนแปลงในทุกๆ เรื่องมันแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างสภาพอากาศ เมื่อต้นปียังสัมผัสหนาว แต่ตอนนี้ร้อนมาก การ predict (คาดการณ์) จึงยากขึ้นเรื่อยๆ และมีหลายๆ เรื่องที่พันกัน ดองกันหมด อย่างภาวะสงคราม ภาวะเงินเฟ้อ จึงไม่ใช่ปัจจัยหรือเหตุใดเหตุหนึ่ง แต่เป็นหลายๆ เรื่องมะรุมมะตุ้มอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ดังนั้นต้อง review ตลอดเวลา เพราะงั้นการทำธุรกิจปัจจุบันต้อง flexible (ยืดหยุ่น)”

คุณเพชรย้ำว่า น้ำมันพืชกุ๊ก ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปกับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไปให้ได้ ผู้ประกอบการในปัจจุบันต้องใช้ความร่วมมือ collaboration กับหลายๆ ฝ่าย จะคิดแค่เรื่อง “กำไร” เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว อย่างพื้นที่ตั้งโรงงานของบริษัท ก็ต้องคำนึงถึงชุมชนรอบโรงงานด้วย “โรงงานอยู่ที่นี่มา 48 ปี ตั้งแต่ยังเป็นป่า ไม่มีชุมชนมาอาศัย แต่ตอนนี้สภาพเปลี่ยน โรงงานกำลังจะโดนล้อมโดยชุมชน ก็ต้องปรับตัวให้ชุมชนเห็นเราเป็น partner อยู่ร่วมกันได้ด้วยความสบายใจ ซึ่งหมายถึงต้องมีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน โดยเราจะไม่เอาปัญหาของเราไปใส่ให้ชุมชน แต่พร้อมจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาของชุมชนในบางเรื่องที่ทำได้ เรียกว่า Win-Win”

Advertisement

ที่ทำไปแล้ว ตั้งหน่วยงานคล้ายๆ Hot Line รับฟังปัญหาของชาวบ้านผ่านผู้นำชุมชน เป็นการสื่อสาร 2 ทาง อย่างช่วงเกิดโควิดแรกๆ ได้ช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลละแวกชุมชนตามที่โรงพยาบาล-ชาวบ้านสะท้อนความต้องการที่ยังขาดอยู่ ทั้งเครื่องมือแพทย์ วัคซีน “นี่คือตัวอย่างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เราคิดว่าคือสิ่งสำคัญมาก ปัจจุบันพูดกันมากเรื่อง BCG, ESG ในที่สุดแล้วเป้าหมายคล้ายกัน คือ Social การอยู่ร่วมกันในสังคมบนความเข้าใจกัน และต้องไม่สร้างภาระต่อชุมชนและสังคม”

ทุกวันนี้โรงงานน้ำมันพืชกุ๊ก จึงมีลานจอดรถขนาดใหญ่สำหรับรถบรรทุกมาจอดรอรับสินค้า ไม่ต้องไปจอดเกะกะบนถนนสาธารณะ มีศูนย์กระจายสินค้าที่อยุธยาเพื่อลดจำนวนรถบรรทุก จะวิ่งเข้าเมืองเท่าที่จำเป็น ช่วยลดปัญหาการจราจร

คุณเพชรย้ำว่า เป็นการทำธุรกิจที่ไม่เบียดบังใคร และไม่ใช้ทรัพยากรที่เกินเลย จึงต้องหันมาส่องกระจกตัวเองด้วย ดูว่าจะปรับปรุงโรงงานอย่างไรเพื่อสังคม มี Mandate การลดใช้พลังงานให้น้อยลง ปล่อยของเสียให้น้อยที่สุด โดยเปลี่ยนแหล่งผลิตพลังงาน Boiler จาก Fossil fuel เป็น Biomass ทั้งหมด ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำขยะเหลือใช้ อย่าง กะลา ซังข้าวโพด แกลบ มาเป็นแหล่งผลิตพลังงานแทนน้ำมัน มีการใช้ไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จาก Solar Roof ส่วนปล่อง Boiler มีการติดเครื่องมือวัดมลพิษ โดยเครื่องมือนี้จะมี Record แสดงผลให้รู้ หากเกิดผิดพลาดจะได้แก้ไขได้ทัน ไม่ปล่อยมลพิษออกสู่อากาศ

“สิ่งที่กล่าวมาผ่านความเห็นชอบของผู้บริหารและกรรมการ รวมถึงผู้ถือหุ้นทั้งหมด นอกจากนี้ ยังได้คุยกับคู่ค้าบริษัทด้วย เพื่อสร้างเครือข่าย ช่วยกันรักษาโลก พูดได้เต็มปากว่า เราเป็นธุรกิจน้ำมันพืชเจ้าเดียวในประเทศที่เป็น Green 5 ได้ Certify เป็น Green Industry ระดับ 5”

Green 5 คือ Green Network หมายความว่าต้องมีเครือข่ายผู้ที่มีไอเดียคล้ายๆกัน จึงได้สื่อสารกับซัพพลายเออร์เน้นใช้วัตถุดิบจากรีไซเคิลสำหรับแพคเกจจิ้งสินค้า หรือเสื้อของพนักงานมาจากวัตถุดิบ Upcycle จากขวดที่ใช้แล้ว

ล่าสุด ขยับเครือข่ายไปสู่ลูกค้าของบริษัทในวงกว้างขึ้น มีการตั้งทีมเพื่อร่วมคุยกับลูกค้า ซัพพลายเออร์เจ้าอื่นๆ สร้าง Mindset ให้เข้าใจร่วมกัน ซึ่งคุณเพชรเชื่อมั่นว่าความร่วมมือจะเกิดกว้างมากขึ้น ไม่ต้องบีบให้ทำ เพราะอากาศในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก มีฝุ่นพิษ PM2.5 อากาศร้อนขึ้นกว่าปกติในทุกๆ ปี

“ผมมองว่า สังคมไปด้วยกันกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราทำเรื่องนี้มานาน เรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ ทำมา 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2012 (พ.ศ.2555) เห็นชัดเจนว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์เราลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของพนักงานทุกฝ่าย เป็นการทำด้วยกัน ไม่ใช่ฝ่ายขายทำ ไม่ใช่ฝ่ายผลิตทำ แต่ทั้งบริษัททำร่วมกัน” คุณเพชรกล่าวทั้งรอยยิ้ม มีความสุขและภูมิใจต่อพนักงานทุกคน

ทำให้เจ้าตัวนึกถึงสิ่งที่จะพูดต่อ โดยย้ำว่าสิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกเรื่องที่ลืมไม่ได้ เพราะมีส่วนสำคัญในการก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันกับบริษัท คือ พนักงาน นั่นเอง!

คุณเพชรได้ริเริ่มโครงการทำให้พนักงาน Healthy ด้วยการจัดคลาสออกกำลังกาย จ้างผู้เชี่ยวชาญมาสอนที่ออฟฟิศ หลากหลายคลาสแล้วแต่จะเลือก ทั้ง เต้น Zumba โยคะ Body combat มีสนามฟุตบอล สนามบาสเกตบอล และจัดโครงการแข่งขันด้านสุขภาพ แจกรางวัลให้ผู้ชนะเพื่อสร้างแรงจูงใจ

แต่ไม่ได้สร้าง Healthy แค่สุขภาพกายที่ดีเท่านั้น ได้สร้างสุขภาพที่ดีด้านการเงินด้วย โดยนำผู้มีความรู้ด้านการเงินมาคุยเรื่องสุขภาพดีด้านการเงินต้องทำยังไง วางแผนการใช้เงินอย่างไร รวมถึงแนะนำอาชีพหลังเกษียณ

“เราทำให้ชุมชนดี แฮปปี้ พนักงานเราก็ต้องแฮปปี้ด้วย มีสุขภาพกายที่ดี การเงินที่ดี รวมถึงต้อง Training reskill upskill สร้างความตระหนักรู้ว่าอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องตามให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ถ้าไม่เปลี่ยน จะมีคนอื่นมาเปลี่ยน มาแทนที่”

เอ็มดีกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาที่มุ่งมั่น หลังจากเข้ามาบริหารงานที่นี่เป็นเวลา 15 ปี เกิดความผูกพันและหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพนักงาน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าจะมาทำงานที่โรงงานน้ำมันพืช ด้วยคุณเพชรจบปริญญาตรีและโทด้านบริหารธุรกิจ ที่ University of Hartford และ Babson College สหรัฐอเมริกา เคยผ่านงานของบริษัทตระกูลหวั่งหลีมามากมาย “ผมไม่ได้เลือกมาทำงานที่นี่ แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ดูแล้วถึงความเหมาะสม ซึ่งส่วนตัว สนใจเรื่องการตลาด เรียนจบมาทางด้าน Marketing แต่ยอมรับว่า Marketing เมื่อ 40 ปีที่แล้วต้องมาประยุกต์ให้ทันโลกที่เปลี่ยนไวมาก Core (แก่น) ยังใช้ได้แต่ต้อง Adapt กับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างการทำโฆษณาเราไม่อยู่ใน Mainstream ไม่มีการทำโฆษณาใหญ่ๆ ในทีวี แต่ไปอยู่ในออนไลน์ ทั้ง Youtube Facebook Tiktok เพื่อสื่อสารถึงลูกค้าหลายๆ ช่องทาง หลายกลุ่ม ซึ่งไม่เพียงแต่กลุ่มเด็ก แต่กลุ่มผู้ใหญ่หลังเจอโควิด อยู่แต่บ้าน ก็รู้จักและหันมาใช้ช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น”

ก่อนจบการสนทนา ถามถึงบริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ในมุมของคุณเพชรอยากเห็นการเติบโตทิศทางไหน คุณเพชรปูพื้นธุรกิจก่อนว่าธุรกิจน้ำมันปาล์มถือเป็นตลาดใหญ่ ขณะที่น้ำมันถั่วเหลืองคิดเป็นประมาณ 20-25% ของตลาดน้ำมันพืชเท่านั้น แต่บริษัทมี Co-Product นอกจากน้ำมันถั่วเหลืองในรูปขวด ยังเป็นน้ำมันในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมทูน่าในกระป๋อง สลัด ไก่ทอดส่งออก ฯลฯ และอีกโปรดักต์ที่สำคัญมากคือกากถั่วเหลือง ถือเป็นโปรตีนหลักของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เพื่อส่งออกของไทย ทั้งไก่และหมู อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมธุรกิจในปีนี้ ไม่ค่อยสดใส ราคาผันผวนค่อนข้างมากและอยู่ในแนวโน้มขาลง กำลังดู Timing ว่าจะกระตุ้นตลาดช่วงไหน อย่างไร หรืออาจหาช่องทาง
อื่นๆ ส่งออกไปบางประเทศที่ยังไม่เคยทำตลาด กำลังศึกษาอยู่

นอกจากทำแผนเพื่อฟื้นตลาดแล้ว ภาพที่ใหญ่กว่าที่คุณเพชรหวังไว้คือผลักดันให้ ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดน้ำมันถั่วเหลืองของภูมิภาค Southeast Asia ด้วยประเทศไทยอยู่ใน Logistics Place ที่ดี และชื่อเสียงด้าน Standard ของสินค้าไทย เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก แต่ปัจจุบันมาตรฐานสินค้าส่งออกจะมีฝ่าย Audit จากประเทศต่างๆ มาตรวจสอบตลอด ซึ่งนับวันการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานจะยิ่งยากขึ้น เพราะ Standard จะถูกยกระดับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีการตรวจสอบไปถึงการทำงานของพนักงานโอเวอร์ไทม์หรือไม่ และอีกไม่นานเรื่อง Green ทั้งหลาย จะมา Involve หมด

คุณเพชรตอบคำถามทิ้งท้ายอย่างถ่อมตัว ในประเด็นการขึ้นเบอร์หนึ่งของ Southeast Asia ภายในปีไหนว่า “ผมไม่กล้ากำหนดในใจ ขอเป็นหนึ่งใน Leader ผมก็แฮปปี้แล้ว”

เกษมณี นันทรัตนพงศ์