ผวา‘เอลนิโญ’…ก่อภัยแล้งรุนแรง หวัง รบ.ใหม่โชว์ฝีมือ ก่อนเศรษฐกิจสูญ 3.6 หมื่นล้าน

12.06.23 | 12:17 น.
ผวา‘เอลนิโญ’...ก่อภัยแล้งรุนแรง หวัง รบ.ใหม่โชว์ฝีมือ ก่อนเศรษฐกิจสูญ 3.6 หมื่นล้าน

ปรากฏการณ์เอลนิโญ กำลังสร้างความกังวลให้กับภาคเศรษฐกิจไทยไม่แพ้ปัจจัยอื่นๆ นั่นเพราะภัยธรรมชาติคาดเดาลำบาก ผลกระทบวงกว้าง ต้องใช้เวลาเตรียมการและแผนรับมือที่รัดกุม หากเพิกเฉยจะรุนแรง ทุบเศรษฐกิจไทยราบคาบก็เป็นได้

โดยเอลนิโญทำให้หลายพื้นที่ในประเทศเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง ทั้งที่ปัจจุบันไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว จากปัญหาดังกล่าวแม้รัฐบาลจะให้ความมั่นใจว่าปริมาณน้ำที่สำรองไว้มีเพียงพอต่อความต้องการ แต่ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชนยังมีความกังวลในเรื่องนี้อยู่มาก

⦁หวั่นแล้งทำศก.เสียหายกว่า3.6หมื่นล.
ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แสดงความกังวลต่อภัยแล้งอย่างมาก หากพื้นที่เกษตรขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูก จะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าที่อยู่ในหมวดอาหารโดยตรง ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระทบถึงค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ในที่สุดจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อระดับสูง ให้มีโอกาสสูงขึ้นไปอีก

กกร. ยังประเมินว่าปรากฏการณ์เอลนิโญ หรือภัยแล้ง อาจสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจถึง 36,000 ล้านบาท ดังนั้น กกร.จึงได้ทำหนังสือส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเสนอให้เร่งจัดทำมาตรการรับมือภัยแล้ง ทั้งในระยะเร่งด่วนและในระยะยาว และมองว่าปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของประเทศ ดังนั้นภาครัฐควรบูรณาการแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

ขณะนี้ กกร.จึงรอท่าทีจากนายกรัฐมนตรีจะสั่งการรับมือภัยแล้งอย่างไร

Advertisement

⦁วอนรัฐวางแผนรับมือระยะยาว
เช่นเดียวกับ สมชาย หวังวัฒนาพาณิช ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คาดหวังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งบริหารจัดการเพื่อให้น้ำใช้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แม้ปัจจุบันมีน้ำฝนเข้ามาเพิ่มเติม แต่เทียบทั้งปี 2566 ถือว่าลดลง คาดฝนตกต่ำกว่าค่าปกติ 40% พื้นที่ภาคตะวันออกต่ำกว่าปกติ 60% แต่น้ำต้นทุนยังเพียงพอใช้ระหว่างฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน และคาดว่าฝนจะมาอีกครั้งเดือนสิงหาคม แต่สิ่งที่กังวลคือปี 2567 น้ำต้นทุนในภาคตะวันออกอาจลดหนัก หากไม่เร่งบริหารจัดการน้ำอาจเกิดปัญหาได้ ขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่อยากให้ทุกอย่างเดินหน้าโดยเร็ว

สำหรับข้อเสนอจากภาคเอกชนที่อยากให้รัฐบาลรีบทำการช่วยเหลือ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน จำเป็นจะต้องเตรียมระบบสูบและผันน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ มาสะสมไว้เป็นน้ำต้นทุนให้มากขึ้น อาทิ อ่างประแสร์ ผันน้ำจากอ่างบางพระ แม่น้ำบางปะกง และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ระยะกลาง ควรเร่งรัดโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี รวมถึงเร่งรัดการรับมือภัยแล้งต่างๆ ให้เร็วขึ้นในช่วง 1-3 ปีนี้ และระยะยาว จำเป็นต้องมองการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว สังคมเมือง ภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แหล่งน้ำต้องเพียงพอ

⦁จี้เร่งตั้งรบ.ใหม่สางปัญหา
สอดคล้องกับความเห็นของ ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ต้องการให้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็ว เนื่องจากหลายปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องภัยแล้งและสถานการณ์น้ำท่วม ที่มีมาให้เห็นทุกปี ล้วนแต่ต้องให้รัฐบาลวางแผนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อ เรื่องนี้กระทบต่อการเติบโตของภาคการส่งออกอย่างมาก เพราะภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหาร ถือเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนการส่งออกของประเทศ

ปี 2566 สรท.คาดการส่งออกจะเติบโต 0-1% แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ล่าช้าออกไป ไม่มีนโยบายผลักดัน อาจส่งผลต่อแผนผลักดันการส่งออกในครึ่งปีหลัง ทำให้การส่งออกติดลบ กระทบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และอาจทำให้ปี 2567 ลำบาก จึงต้องการให้ตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อเข้ามาผลักดันภาคการส่งออกให้มั่นคง และสานต่อนโยบายที่ดีของรัฐบาลชุดเก่าต่อไป

⦁รัฐเดินเครื่องรับมือแล้งสลับท่วม
จากความกังวลดังกล่าว ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือสถานการณ์เอลนิโญ ตั้งแต่มิถุนายนนี้ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพราะช่วงเวลาดังกล่าวอุณหภูมิจะสูงขึ้น หลายจังหวัดอาจประสบปัญหาภัยแล้ง กระทบต่อปริมาณน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตร ขณะนี้ กอนช.คาดการณ์ล่วงหน้าทั้งด้านการเกษตรและด้านอุปโภคบริโภคเพื่อผลิตน้ำประปา พร้อมชี้เป้าพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนป้องกันและช่วยเหลือประชาชนคู่ขนานไปกับการสร้างการรับรู้ให้กับเครือข่ายภาคประชาชน

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้า 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 อย่างเคร่งครัด เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยควบคู่ไปด้วย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน 2566 อาทิ เร่งรัดซ่อมแซมอาคารชลศาสตร์ คันกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ หรือเครื่องจักรเครื่องมือ ให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก และให้กรมชลประทานประชาสัมพันธ์แผนการส่งน้ำ จัดรอบเวรการส่งน้ำ ตามปริมาณน้ำที่ได้รับการจัดสรร เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้

⦁มั่นใจน้ำเพียงพอสู้เอลนิโญ
ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างกรมชลประทาน มั่นใจว่าปริมาณน้ำที่มียังเพียงพอต่อความต้องการของทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และท่องเที่ยว ประเมินความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศทั้งสิ้น 30,246 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งกรมได้วางแผนจัดสรรน้ำ 14,851 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น การจัดสรรเพื่อการเกษตร 10,693 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค 891 ล้าน ลบ.ม. เพื่ออุตสาหกรรม 297 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 2,970 ล้าน ลบ.ม.

จากแผนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กรมจัดสรรน้ำต่ำกว่าความต้องการ เนื่องจากได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าการจัดสรรน้ำชลประทานจะเสริมในภาวะขาดแคลนน้ำ หรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น ดังนั้น ความต้องการในส่วนที่เหลือจะใช้น้ำฝนเป็นหลัก แต่ในส่วนของจังหวัดหรือพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ กรมมีแผนช่วยเหลือ และหลายพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือจนพ้นวิกฤตแล้ว

แม้หน่วยงานรัฐยืนยันหนักแน่นว่าไทยจะฝ่าวิกฤตภัยธรรมชาติในปีนี้ไปได้ แต่สิ่งที่ภาคเอกชนและประชาชนอยากเห็นที่สุด คือ การเมืองที่มีเสถียรภาพเพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่เข้าสางปัญหาแล้งท่วมซ้ำซาก

โดยเฉพาะ “ปรากฏการณ์เอลนิโญ” ที่แค่ได้ยินชื่อก็ผวาแล้ว!!