‘พิธา’ ดันตั้งสภาเอสเอ็มอี ชูหวยใบเสร็จสร้างรายได้ อัดงบฯซื้อเรือดำน้ำ 3 หมื่นล. แต่เจียดเงินให้เอสเอ็มอีแค่ 2.7 พันล.
เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 13 มิถุนายน ที่สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เขตจตุจักร นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล(ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมหารือร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยว่า ได้พูดคุยถึงทิศทางการบริหารเศรษฐกิจแบบมหภาค และลงลึกถึงสถานการณ์ของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะสถานการณ์ภายในช่วงวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว จะเห็นว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เงินกู้ และสัดส่วนของเอสเอ็มอี ต่อจีดีพีของแต่ละประเทศหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงได้สอบถามความต้องการของทางสมาพันธ์เอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสมุดปกขาว และการชี้แจงนโยบายสำคัญสำคัญ ที่จะมีส่วนช่วยเอสเอ็มอี ทั้งหวยใบเสร็จ หรือการผ่านกฎหมายต่างๆ เพื่อที่จะตั้งสภาเอสเอ็ม แม้ว่าขณะนี้ จะเป็นเพียงสมาพันธ์ แต่ต่อไปเราอยากจะทำให้เป็นสภาเพื่อให้เป็นระดับเดียวกับสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า เพื่อสร้างโอกาสและแต้มต่อในการต่อรอง และสามารถตัดลดต้นทุนทางพลังงาน ดอกเบี้ย และกฎหมายที่ไม่จำเป็น ที่ส่งผลต่อต้นทุนของเอสเอ็มอี รวมถึงการขอใบอนุญาตต่างๆ จากทางราชการ
นายพิธา กล่าวว่า พรรคก.ก.พร้อมทำงานกับเอสเอ็มอี ไทยทุกคนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอี เพราะเราถือว่าเอสเอ็มอี คือรากฐานของเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมา งบประมาณเอสเอ็มอี มีเพียง 2,700 ล้านบาท เรือดำน้ำลำเดียว 30,000 ล้านบาท ชัดเจนมากว่าการดำเนินการของภาครัฐก่อนหน้านี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อยที่มากเพียงพอ
“เรื่องสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ และในขณะเดียวกันต้องลดค่าใช้จ่ายของทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ทั้งในเรื่องของค่าไฟฟ้า ค่าดอกเบี้ย ที่ต้องเสียให้กับภาครัฐอย่างครบวงจร ทั้งนี้จะเป็นการเพิ่มสัดส่วนให้กับเอสเอ็มอี ในการขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศไทย”นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า พรรคก.ก.ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ประคับประคองให้เอสเอ็มอีไทยอยู่รอด แต่ต้องการทำให้เอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพในการทำธุรกิจมากขึ้น มีขีดความสามารถในการแข่งขันและมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งในระยะยาว ผ่านแนวทาง 5 ต. ประกอบด้วย 1.แต้มต่อ เช่น นโยบายหวยใบเสร็จ 2.เติมทุน เช่น นโยบายทุนสร้างตัว รายละ 100,000 บาท 3.ตัดต้นทุน เช่น นโยบายเอสเอ็มอี นำค่าแรงขั้นต่ำหักภาษีได้ 2 เท่าเป็นเวลา 2 ปี 4.เติมตลาด เช่น นโยบายกำหนดชั้นวางสินค้า SME ในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และ 5.นโยบายตั้งสภา เอสเอ็มอี ให้มีอำนาจต่อรองเทียบเท่าทุนใหญ่
นายพิธา กล่าวอีกว่า พรรคก.ก.ยังตั้งเป้าหมายให้มีการทบทวนหรือ ‘กิโยติน’ กฎหมายและใบอนุญาต เพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นสำหรับภาคธุรกิจ โดยภายใน 4 ปีตั้งเป้ายกเลิกใบอนุญาต 50% และยกเลิกทุกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค รวมถึงออกกฎหมายเพื่อรับประกันกรอบระยะเวลาของกระบวนการพิจารณาใบอนุญาตไว้ที่ไม่เกิน 15 วัน หากหน่วยงานพิจารณาเสร็จไม่ทันภายใน 15 วัน ให้ถือว่าคำขออนุญาตนั้น มีผลบังคับใช้เหมือนใบอนุญาตทันที
“เราได้เคยนำเสนอชุดนโยบายเหล่านี้ให้กับสมาพันธ์ SME ไปแล้วในช่วงก่อนเลือกตั้ง โดยในวันนี้หลังเลือกตั้งในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรี ก็ยังขอยืนยันคำเดิม และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ขับเคลื่อนชุดนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้จริงภายใน 4 ปีของการเป็นรัฐบาล”นายพิธา กล่าว
นายพิธา กล่าวว่า สาระสำคัญของการช่วยเอสเอ็มอีของเราก็คือ “เพิ่มรายได้” ด้วยหวยใบเสร็จช่วยเอสเอ็มอี และ ให้เอสเอ็มอีมีแต้มต่อจากการเพิ่มรายได้ “ลดรายจ่าย” คือการลดต้นทุนพลังงาน หรือต้นทุนทางการเงินที่เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ยาก ที่ทำให้มีการกู้นอกระบบ และ “การขยายโอกาส” คือ การเพิ่มโอการสในการต่อรอง สิ่งที่ทางสมาพันธ์ขอมาก็คือการตั้งสภาเอสเอ็มอี ให้ได้มีโอกาสพูดคุยกับรัฐบาล และภาคส่วนอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น การขึ้นดอกเบี้ย ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเอสเอ็มอี แต่ทางสมาพันธ์ไม่ได้มีโอกาสไปพูดคุยกับส่วนอื่นๆ โดย 3 สิ่งนี้ เราจะเร่งดำเนินการหลังการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อ “เพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย-ขยายโอกาส” ให้กับเอสเอ็มอี


