‘สภาดิจิทัลฯ’ ลุยโรดโชว์สิงคโปร์ ร่วมเวที SVCA Conference 2023 พบ VC รายใหญ่ระดับโลก จีบลงทุนไทย เสริมแกร่งเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาดิจิทัลฯได้ร่วมเวทีการประชุมเครือข่ายนักลงทุนระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ SVCA Conference 2023 จัดโดยสมาคมผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุนสิงคโปร์ หรือ SVCA – Singapore Venture Capital & Private Equity Association ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีผู้นำองค์กรพันธมิตรภาครัฐและเอกชนในระบบนิเวศ นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมสรรพากร และแมคคินซี่ ร่วมงานด้วย
นายศุภชัยกล่าวว่า ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Asia and the World: Inside The Dynamics of a Changing Relationship” หรือ “เอเชียและโลก: ภายในพลวัตของความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป” โดยตนมีโอกาสร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หัวข้อ Building Successful Businesses in Southeast Asia ร่วมกับ Mr.Kwa Chong Seng Former Chairman of SGX and ST Engineering อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Exchange – SGX) และบริษัท ST Engineering โดยมีนักลงทุนที่ลงทุนในสตาร์ตอัพเข้าร่วมฟังกว่า 200 คน ประกอบด้วย Venture capital (VC), Private equity (PE) และ Family Office
นายศุภชัยกล่าวว่า การร่วมเสวนาดังกล่าว ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของโลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1.การเปลี่ยนแปลงหลายขั้วในภูมิทัศน์โลก 2.ความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงทางอาหาร 3.ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 4.การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลด้วย AI, IOT ผู้นำด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการรายใหม่ 5.พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่อีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย C2C, Metaverse และ Social Media และ 6.สังคมสูงวัย และการดูแลสุขภาพ
นายศุภชัยกล่าวว่า คณะฝ่ายไทยที่เดินทางไปร่วมงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์และทั่วโลกที่มาร่วมงานให้มาลงทุนในประเทศไทย จึงใช้โอกาสนี้พูดถึงประเทศไทยในเวทีเสวนา ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายในระดับโลกได้ คือการทรานส์ฟอร์มประเทศไทย ขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค 5.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านดิจิทัล มีพันธกิจยุทธศาสตร์สำคัญใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.การกำหนดมาตรฐานและตัวชี้วัดด้านดิจิทัล 2.การสร้างความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน 3.การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัล 4.การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และ 5.การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค รวมทั้งการขับเคลื่อนด้านสังคมและวัฒนธรรมดิจิทัลของประเทศชาติ
“ปัจจุบัน สภาดิจิทัลฯ มีความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ในด้านการลงทุนและกำลังคนในมิติอื่นๆ อาทิ มาตรการยกเว้นภาษี หรือ Capital Gains Tax เป็นเวลา 10 ปี แก่นักลงทุนไทยและต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในสตาร์ตอัพไทย ภายใต้อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้สตาร์ตอัพไทยสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้เพิ่มขึ้น เสริมสร้างการลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งภาษีเงินได้ 17% สำหรับชาวต่างชาติทักษะสูง เมื่อทำงานในไทย ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นใหม่สำหรับสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี ภายใต้ชื่อ LIVE EXCHANGE และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับค่าการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะลูกจ้าง และการจ้างงานสายเทคโนโลยี เป็นต้น ทั้งนี้ สภาดิจิทัลฯมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมผลักดันให้เกิดนโยบาย และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน” ประธานสภาดิจิทัลฯกล่าว
นายศุภชัยกล่าวเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งที่มีความได้เปรียบในการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการลงทุน เพราะมีตลาดหุ้นที่เข้มแข็ง (Capital Market) บ่งชี้ได้จากในปี 2565 มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในอาเซียน และยังเป็นประเทศที่ที่มีการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นออกใหม่ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ Initial Public Offering (IPO) ได้สูงสุดในอาเซียน โดยมีมูลค่ารวมถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการระดมทุน IPOs 42 ครั้งในปี 2565 นอกจากนั้น ยังมีการขับเคลื่อนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ใน Top-10 ด้านการเป็น EV hub ที่มีประสิทธิภาพของโลก 2.การเป็นฮับของอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในภูมิภาคอาเซียน (New Smart Electronic Hub) 3.การมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมทางการแพทย์ (Medical Hub) 4.ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร (Agriculture and Food) อย่างแข็งแกร่ง รวมไปถึงการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง เนื่องจากมีการเชื่อมต่อกับกลุ่มอาเซียนในเขตภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (CLMV) จีนและอินเดีย สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อมุ่งสู่ศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต
นายศุภชัยกล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการร่วมเวทีประชุม SVCA Conference 2023 คณะไทยยังได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเครือข่ายนักลงทุนของ SVCA ที่เป็น VC ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย Openspace Ventures, Monk’s Hill Ventures, GIC, Dymon Asia PE และ Pavilion Capital และได้มีการเข้าพบผู้บริหาร Sequoia Capital ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน VC ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการลงทุน (Asset under management) กว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนระยะเริ่มต้น (Seed) ของธุรกิจระดับโลก เช่น Apple, Google, Instagram, LinkedIn, PayPal, WhatsApp และ Zoom เป็นต้น โดยได้เข้าพบ “Mr.Abheek Anand” Managing Director at Sequoia Capital, Southeast Asia เพื่อหารือในการเชิญชวนมาลงทุนในประเทศไทย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย รวมทั้งแนวทางส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยในมุมมองจากนักลงทุนต่างชาติ

