เงินบาทเปิดอ่อนค่า หลังเฟดคงดอกเบี้ยที่ระดับ 5.00-5.25% พร้อมส่งสัญญาณขึ้นต่ออีกครั้ง 2
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.69 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 34.67 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.60-34.80 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และอาจอยู่ในกรอบ 34.50-34.75 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงทยอยรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)
นายพูน กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ในช่วงคืนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.80 บาทต่อดอลลาร์ ตามการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นและโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำหลังตลาดรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากที่เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.00-5.25% แต่ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกครั้ง 2 สู่ระดับ 5.50-5.75% ผ่าน Dot Plot ใหม่
อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องไปไกลมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รับรู้แนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้ เพื่อเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อในรอบถัดๆ ไป (Skip Hike) ไปพอสมควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจกลับมาโฟกัสที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า หาก ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ก็อาจช่วยหนุนให้เงินยูโร (EUR) แข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง กดดันให้เงินดอลลาร์อาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นชัดเจนได้
อนึ่ง แม้ว่าเงินดอลลาร์จะไม่ได้แข็งค่าขึ้นชัดเจน แต่เงินบาทก็ยังมีปัจจัยกดดันฝั่งอ่อนค่าอยู่บ้าง ผ่านโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว รวมถึงแรงกดดันจากเงินหยวนจีนที่มีโอกาสอ่อนค่าได้บ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนล่าสุดออกมาแย่กว่าคาดและทำให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) เดินหน้าลดดอกเบี้ยลง
ทั้งนี้ เงินบาทยังมีโซนแนวต้านในช่วง 34.80-34.90 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่บรรดาผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ขณะเดียวกัน ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติก็เริ่มกลับมาเป็นฝั่งซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยมากขึ้น ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด และเงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นหรือแกว่งตัว sideway down โดยมีโซนแนวรับแรกแถว 34.50-34.60 บาทต่อดอลลาร์
“ช่วงที่ตลาดการเงินยังเผชิญความไม่แน่นอนของการเมืองไทย รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” นายพูน กล่าว
นายพูน กล่าวว่า ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงในช่วงก่อนตลาดรับรู้ผลการประชุมเฟด ก่อนที่เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น หลังเฟดส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้ง อย่างไรก็ดี มุมมองดังกล่าวของเฟดไม่ได้ต่างจากที่ผู้เล่นในตลาดคาดการณ์มากนัก
ทำให้การรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงขายทำกำไรจากผู้เล่นในตลาด ส่งผลให้เงินดอลลาร์มีการย่อตัวลงบ้าง หลังรับรู้ผลการประชุมเฟด โดยล่าสุด ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 103 จุด
นายพูน กล่าว สำหรับวันนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะกลับมาให้ความสนใจรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนพฤษภาคม รวมถึงรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกและการว่างงานต่อเนื่อง (Initial & Continuing Jobless Claims) ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาวะตลาดแรงงานได้
ส่วนในฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยมองว่า ถึงภาพรวมเศรษฐกิจยูโรโซนอาจชะลอลง แต่เราประเมินว่า ECB จะยังคงให้ความสำคัญต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ ECB จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Deposit Facility Rate) 0.25% สู่ระดับ 3.50%
“พร้อมกับส่งสัญญาณชัดเจนว่า การเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องยังมีความจำเป็น (ผู้เล่นในตลาดคาดว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยจนถึงระดับ 3.75%) โดยผู้เล่นในตลาดจะจับตาว่า ECB จะส่งสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะมีอีกกี่ครั้ง”นายพูน กล่าว

