เศรษฐกิจซึม-ลูกหนี้เป๋าฉีก รถยนต์ส่อถูกยึด 1 ล้านคัน
ปัญหาหลักเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่สมดุล หรือฟื้นตัวเพียงบางกลุ่ม และจากสถานการณ์การเป็นหนี้ของคนไทยหนักข้อขึ้น ท่ามกลางปัญหาความเสี่ยงจากภายนอกและภายในรุมเร้า โดยเฉพาะการเมืองยังไม่นิ่ง เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นเต็มที่
ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 4/2565 มีมูลค่า 15.09 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นไตรมาสก่อนอยู่ที่ 14.91 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.5% เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลง สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงเหลือ 86.9% จากไตรมาสก่อน 8.7% ชะลอตามการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นต้องจับตาดูเป็นพิเศษคือ สินเชื่อยานยนต์ พบว่ามูลหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นจาก 13.1% ไตรมาส 2/2565 เพิ่มเป็น 13.6% ในไตรมาส 3/2565 เพิ่มเป็น 13.7% ในไตรมาส 4/2565
ขณะที่คุณภาพสินเชื่อยังอยู่ระดับทรงตัว หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.62% คงที่จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะหนี้เสียสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวลดลง แต่ในส่วนของรถยนต์เป็นหนี้เสียปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อดู สินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) หรือลูกหนี้เริ่มไม่ส่งหนี้ตั้งแต่ 30 วัน แต่ยังไม่ถึง 90 วัน (ไม่เป็นเอ็นพีแอล) สินเชื่อรถยนต์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีสัญญาณมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 สินเชื่อกลุ่มรถยนต์ส่วนใหญ่ มีผู้ขอสินเชื่ออยู่ในช่วงอายุ 30-49 ปี หรือวัยทำงาน ที่มีปัญหาการชำระ คนกลุ่มนี้กำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว
สอดคล้องกับข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า จากสัญญาณสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ทั้งระบบสถาบันการเงินภายใต้การกำกับของ ธปท. ไตรมาส 1/2566 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.6 แสนล้านบาท ปรับขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ตัวเลขต่ำกว่าช่วงวิกฤตโควิด โดยในส่วนของหนี้จะกระจายทุกกลุ่ม
อาทิ สินเชื่อธุรกิจปรับลดลงจาก 2.77% เหลือ 2.67% ลดลงจากธุรกิจรายใหญ่และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สินเชื่ออุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.62% มาอยู่ที่ 2.68% แบ่งเป็น สินเชื่อที่อยู่อาศัย ปรับจาก 3.01% เป็น 3.16% สินเชื่อรถยนต์จาก 1.88% เพิ่มเป็น 1.89% สินเชื่อบัตรเครดิต ปรับลดลงเล็กน้อยจาก 3.12% มาอยู่ที่ 3.11% และสินเชื่อส่วนบุคคลปรับลดลงจาก 2.40% เหลือ 2.33%
ธปท.ประเมินสำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/2565 ทรงตัวต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.9% แม้ยังใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน แต่หนี้ครัวเรือนพุ่งทะลุระดับเฝ้าระวังที่ 80% ต่อจีดีพี ตามที่ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (บีไอเอส) กำหนด จึงต้องติดตามความสามารถชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบางที่รายได้ฟื้นตัวช้าและมีหนี้สูง
คาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนน่าจะทยอยลดลงได้ สะท้อนจากหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ก็ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.68% จากวงเงินสินเชื่อรวม 2.73% เป็นผลมาจากระบบธนาคารปรับโครงสร้างหนี้ ตัดขายหนี้หรือตัดหนี้สูญ เป็นต้น
ธปท.เตรียมมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน คาดว่าจะออกเกณฑ์ภายในกลางปี 2566 อาจแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.แก้หนี้เดิม โดยสถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีคุณภาพเป็นอย่างน้อย 2.ปล่อยกู้ใหม่อย่างมีความรับผิดชอบ (responsible lending) ธปท.อาจต้องเข้าควบคุมไม่ให้เกิดการกระตุ้นผ่านโฆษณาเกินสมควร และ 3.ลูกค้าที่มีปัญหาจะต้องมีหน่วยงานเข้าไปดูแลไกล่เกลี่ย เป็นการทำครบวงจร ตรงจุดไม่หว่านแห ส่วนการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) จะทำอย่างไรอาจต้องพูดคุยอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาข้อสรุป
ขณะเดียวกัน สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) สะท้อนความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ชี้ให้เห็นข้อมูลเตือนภัยของคนเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้รถยนต์ว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยอาจทำให้เศรษฐกิจหงอยและซึม เนื่องจากเครดิตบูโรเห็นสัญญาณลูกหนี้จ่ายหนี้แบบเลี้ยงงวดมาตั้งแต่ปี 2563-2564 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2566 เพราะเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคของแพง ค่าแรงต่ำ ทำให้เกิดปัญหาการผ่อนชำระ
จากข้อมูลตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 มาจนถึงไตรมาส 1 ปี 2566 พบว่ามีลูกหนี้ค้างจ่ายค่างวด 1-3 งวด แต่ยังไม่ถือเป็นหนี้เสีย เพราะลูกหนี้กลับมาชำระ 1 งวด เรียกกันตามภาษาสินเชื่อคือเลี้ยงงวดกัน เพื่อไม่ให้เป็นหนี้เสียและไม่ให้ถูกยึดรถ
กลุ่มลูกหนี้ดังกล่าว มีมูลหนี้ 190,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลหนี้ 150,000 ล้านบาท ของมูลหนี้ทั้งสิ้น 2.6 ล้านล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้กลุ่มสีแดง ที่ค้างเกิน 90 วัน หรือกลุ่มหนี้เสีย มีมูลหนี้ที่ 180,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปี 2565 ที่มีมูลหนี้ 150,000 ล้านบาท
หากแยกเป็นบัญชีตามช่วงอายุ จะพบว่าไตรมาสแรกปีนี้ บัญชีสินเชื่อรถยนต์ของกลุ่มเจนวาย (GEN Y) จำนวน 600,000 บัญชี เป็นหนี้ที่มีปัญหาแล้ว พบว่ากว่า 50% หรือ 350,000 บัญชี เป็นหนี้เสียแล้ว ขณะที่กลุ่มเจนเอ็กซ์ (GEN X) มีบัญชีที่มีปัญหา 400,000 บัญชี โดย 50% หรือ 200,000 บัญชี เป็นบัญชีหนี้เสีย เมื่อเอาตัวเลขบัญชีของทั้ง 2 กลุ่มมารวมกัน มีความเสี่ยงว่าในอีก 4 เดือนข้างหน้า อาจจะมีลูกหนี้ถูกยึดรถรวม 1 ล้านคัน
“จึงไม่แปลกที่จะมีข่าวออกมาว่า สินเชื่อรถยนต์ปล่อยกู้ยาก คนได้รับสินเชื่อยาก ปฏิเสธสินเชื่อเยอะ จนกระทบกับคนขายรถยนต์ เพราะบ้านเรากู้เงินมาซื้อมากกว่าซื้อสด” ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโรระบุทิ้งท้าย
ด้าน เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เสริมว่า กรณีการยึดรถมีทิศทางเพิ่มขึ้น ประเมินปี 2566 คาดว่าจะมียอดรถยึด (รถยนต์และจักรยานยนต์) อยู่ที่ราว 2-2.5 แสนคัน จากปกติยอดรถยึดจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7-1.8 แสนคันนั้น แนวโน้มการยึดรถอาจถึงจำนวนดังกล่าว สาเหตุคงเป็นผลมาจากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด หรือเกิดการผิดนัดชำระหนี้ สะท้อนสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ก่อนหน้านี้ ลูกค้าได้รับผลกระทบจากโควิด และเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ช่วงฟื้นตัว การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ รายจ่ายต่างๆ มีต้นทุนเพิ่มขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าครองชีพปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง เมื่อรายจ่ายและรายได้ไม่สัมพันธ์กัน เกิดสถานการณ์การยึดรถจึงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เรื่องของต้นทุนการใช้จ่ายสำหรับการดำเนินชีวิตของลูกหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเด็นของดอกเบี้ยในบางกรณีอาจยกเว้น เพราะอาจไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากหากลูกหนี้ซื้อรถจะทำสัญญา คงดอกเบี้ยไว้ในรายละเอียดการทำสัญญาตามเงื่อนไขการชำระเงินที่กำหนดในแต่ละงวดแล้ว กลับกันกลุ่มลูกหนี้ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ย อาจเป็นกลุ่มลูกหนี้นำรถมาเป็นสินทรัพย์ เพื่อเป็นหลักประกันกู้สินเชื่อ หากดอกเบี้ยเพิ่ม ส่งผลให้การชำระเงินเพิ่มขึ้นตามทิศทางของดอกเบี้ย
“อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เพื่อพยุงไม่ให้เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) แต่ก็ขึ้นอยู่กับลูกหนี้ว่ามีความสามารถชำระเงินหรือไม่ อีกทั้งความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจก็มีส่วนเกี่ยวข้อง หากเศรษฐกิจยังฟื้นไม่ทั่วถึง รายได้ของลูกหนี้ยังไม่กลับมา ทำให้การผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง” เกวลินสรุป
ทั้งนี้ ธปท.เตรียมจัดทำหลักเกณฑ์พระราชกฤษฎีกากำหนดการประกอบธุรกิจทางการเงินบางประเภทอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดเป็นหนี้เสียในอนาคต

