“เอกชน”ชี้ เหนื่อยยาวข้ามปี มรสุมศก.รุม-การเมืองไม่นิ่ง
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จํากัด ในฐานะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชน ในฐานะหนึ่งในวิทยากรงานสัมมนา Thailand : Take Off จัดโดยเครือมติชน วันพุธที่ 21 มิถุนายนนี้ เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ โดยกล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ว่าไม่ค่อยดีมากนัก สาเหตุจาก 1.ความคาดหวังของนักลงทุนจากปี 2565 ตลาดหุ้นไทยดีกว่าตลาดหุ้นอื่น
2.นักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวมาเที่ยวไทยไม่ได้มากเท่าที่คาด และ 3.การเมือง เกิดภาพความไม่ลงตัวหลังเลือกตั้งเสร็จ มีความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติและตลาดทุนไม่ชอบมากที่สุดคือความไม่แน่นอน ปัจจุบันไม่สามารถคาดเดาได้เลย โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ เมื่อไม่สามารถคาดเดาหรือวิเคราะห์อะไรได้เลย จึงถอยออก ขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 1 แสนล้านบาท จากปี 2565 ที่เพิ่งกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย 2 แสนล้านบาท ในรอบ 10 ปี ทำให้ตลาดหุ้นไทยขณะนี้ยังอยู่กับที่ เพราะติดเรื่องปัจจัยด้านการเมือง สะท้อนจากมูลค่าซื้อขายหุ้นรายวัน บางวันเหลือเพียง 3 หมื่นล้านบาท เพราะนักลงทุนกลัว” นายไพบูลย์กล่าว และว่า แต่หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในอีก 6 เดือนหน้า หรือจัดได้ตามไทม์ไลน์ อย่างน้อยเงินลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามา และอีกสิ่งที่นักลงทุนอยากเห็นมากที่สุดคือรัฐบาลที่เป็นมิตรต่อธุรกิจ จึงอยากเห็นนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามามีความเป็นมิตรกับภาคธุรกิจ เพราะไทยยังจำเป็นต้องใช้ภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนประเทศ เพราะขณะนี้ไทยเติบโตทางเศรษฐกิจแค่ 2-3% ต่อปี แทบจะต่ำที่สุดในอาเซียน ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและปากท้องจะยิ่งมากขึ้น อาทิ หนี้ต่างๆ
โจทย์ใหญ่ที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยบูมอีกครั้ง จะต้องสร้างความหวังให้ได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปโตที่ 4-5% อีกครั้ง โดยนโยบายต้องไม่ปิดกั้นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่คุมกำเนิดเพราะมองว่าเอาเปรียบประชาชน อาทิ แอปเปิลมีขนาดใหญ่มาก แต่คนสหรัฐไม่ประท้วงว่ามีขนาดใหญ่เกินไป ซึ่งการลดความเหลื่อมล้ำไม่ใช่การลดขนาดธุรกิจให้เล็กลง แต่ต้องสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น ส่วนธุรกิจใหญ่ก็ต้องใหญ่ขึ้นไปอีก เพื่อสร้างการเติบโตในด้านเศรษฐกิจมากขึ้น และเพื่อแข่งขันกับชาวบ้านได้” นายไพบูลย์กล่าว และว่า ถึงแนวคิดการเก็บภาษีซื้อขายหุ้น ไม่ควรมี เพราะการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง ไม่ใช่ว่าลงทุนแล้วจะได้กำไร ไม่เหมือนการฝากเงินกับธนาคารที่ได้ดอกเบี้ยตามกำหนดแน่นอน นอกจากนี้ หากมีการเก็บภาษีซื้อขายหุ้นจริงจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหนีไปลงทุนในประเทศอื่น ขณะที่คนไทยในปัจจุบันคุ้นชินกับการลงทุนในต่างประเทศก็จะหันไปลงทุนต่างประเทศแทน

