ใกล้เข้ามาแล้วกับไตรมาส 3/2566 หลังผ่านอีเวนต์ใหญ่ของไทยในช่วงต้นปี ทั้งเทศกาลต่างๆ กลับมาคึกคักรับภาคท่องเที่ยวไทยบูมหนักช่วงหน้าร้อน รวมถึงการเลือกตั้งช่วยหนุนให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประคองไตรมาส 2/2566 ให้ผ่านมาได้ แต่แล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา หลังเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2566 เข้าโหมดหงอยเหงา เพราะเข้าฤดูฝนเรียกได้ว่าเป็นโลว์ซีซั่นโดยแท้จริง จากการท่องเที่ยวส่อแววโตแผ่ว หลังคนจีนยังเข้าไทยไม่ถึงเป้า ภาคบริการต่างซบเซาตาม ส่งผลให้รายได้ภาคประชาชนลดลง ซึ่งรอยต่อของกำลังซื้อจะลดตาม อีกทั้งการใช้จ่ายมีปัญหาตามภาวะต้นทุนแพงต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟฟ้า อัตราดอกเบี้ย ทำให้ราคาสินค้าหลายหมวดปรับขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังอึมครึม หรือเรียกว่าอยู่ในภาวะไร้ผู้นำอย่าง “รัฐบาล”
เมื่อประชาชนมีรายจ่ายมากขึ้น แต่รายได้กลับเท่าเดิม สถานการณ์การใช้จ่ายก็เข้าโหมดระวังตัว เพราะครัวเรือนต่างมีปัญหาหนี้เป็นชนักติดหลัง!
⦁ลุ้นต่อ!เชื่อมั่นดีดันกำลังซื้อ
สะท้อนข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (CCI) เดือนพฤษภาคม 2566 ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 55.0 เป็น 55.7 ปรับตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 39 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 อย่างไรก็ตาม ดัชนีดังกล่าวเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคกังวลเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน
เรื่องนี้ ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นเรื่องของกำลังซื้อ จากการรายงานของหน่วยงานทางเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ต่างระบุแนวโน้มเศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นสอดคล้องกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ดังนั้น การบริโภคฟื้นแบบไม่ได้หวือหวาและไม่มีผลต่อการซึมตัวลงในครึ่งปีหลัง แต่ก็มีความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย และประเมินไม่ได้ว่าจะเกิดการประท้วงหรือไม่ กรณีที่พรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งความไม่แน่นอนจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน การจับจ่ายใช้สอย ทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติอาจไม่คึกคักอย่างที่คาดหวังไว้
⦁เบาใจหนี้นอกระบบพุ่งไม่แรง
“สำหรับหนี้ครัวเรือนต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 4/2565 ปรับตัวลดลงที่ 86.9% จาก 87% ดังนั้น ในรอบ 1 ปี สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีดีขึ้น เพราะจีดีพีสูงขึ้น แต่มูลค่าหนี้ไม่น้อยลงและอยู่ระดับที่ไม่ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ปัญหาหนี้นอกระบบ สัดส่วน 20% ของวงเงินหนี้ เช่น มูลค่าหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 13-14 ล้านล้านบาท หนี้นอกระบบอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ปัจจุบันพบปัญหาหนี้นอกระบบน้อยลง และผู้เป็นหนี้ได้นำหนี้นอกระบบแปลงเป็นหนี้ในระบบมากขึ้น โดยหนี้ส่วนมากกลายเป็นพิโกไฟแนนซ์ (Pico Finance) ดังนั้น ทิศทางของหนี้นอกระบบจึงไม่ได้เพิ่มจนเป็นปัญหากระทบหนี้ครัวเรือนสูงนัก” อธิการบดีกล่าว
⦁ตั้งรบ.ช้าสะดุด‘นักกินนักช้อป’
ขณะที่ อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงสถานการณ์กำลังซื้อขึ้นอยู่กับรัฐบาล ตอนยังไม่แน่นอนถึงไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาล ถ้าจัดตั้งได้ช้าส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส 3-4 ปี 2566 ชะลอตัวลง คาดการณ์จีดีพีโตต่ำกว่าปีก่อน และหากลากยาวไปถึงไตรมาส 4 จะทำให้จีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 3% ขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียน หรือเทียบได้กับจีดีพีของประเทศเมียนมา ระดับ 2.6% สำหรับผลกระทบช่วงไร้รัฐบาลทำให้คนไม่กล้าช้อป อีกทั้งหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นสัญญาณการจับจ่ายใช้สอยชะลอตัวลงหากการใช้จ่ายภาครัฐไม่ถูกจัดสรร อีกทั้งการทำงานในหน่วยงานราชการใช้งบเก่า และไม่มีการใช้งบใหม่ เพราะรอรัฐใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบาย
“เดือนกรกฎาคม ช่วงเข้าไตรมาส 3 ต้องมีรัฐบาลได้แล้ว มาตรการเร่งด่วนต้องอัดฉีดกำลังซื้อ เพราะที่เป็นอยู่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยซึมตาม รัฐต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ หากดูนโยบายพรรคก้าวไกลขึ้นค่าแรงงาน 450 บาท อาจช่วยชดเชยให้ภาคธุรกิจด้วยการปรับลดภาษีนิติบุคคลลง ขณะเดียวกัน ต้องอัดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 2-3 แสนล้านบาท จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.5-1% ทำได้จากการส่งออกสินค้าเพื่อเรียกเงินกลับเข้าประเทศ”
⦁ครัวเรือนควักใช้จ่ายซึมหนัก
ด้าน กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการ โครงการ TDRI Economic Intelligence Service (EIS) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สะท้อนความเห็นว่าจากทิศทางความเชื่อมั่นกลับมา แต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง ทำให้อนาคตครัวเรือนต้องแบ่งสัดส่วนรายรับนำมาจ่ายหนี้สิน และใช้จ่ายสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคลดลง ดังนั้น คาดการณ์ทั้งปี 2566 การบริโภคภาคครัวเรือนอาจขยายตัวเพียง 2-3% น้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีตที่ขยายตัวที่ 4-5% ซึ่งเป็นช่วงที่มีหนี้ครัวเรือนต่ำ โดยสัดส่วนหนี้พบ 1 ใน 3 เป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย แต่ 2 ใน 3 เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น สินเชื่อเช่าซื้อ บัตรเครดิต แต่ที่เป็นห่วงคือสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) หรือลูกหนี้ที่เริ่มไม่ส่งหนี้ตั้งแต่ 30 วัน แต่ยังไม่ถึง 90 วัน (ไม่เป็นเอ็นพีแอล) มีจำนวนบัญชีเพิ่มขึ้นหลังโควิดเท่าตัวอยู่ที่ 6% เพิ่มจากช่วงก่อนโควิดที่ 3% สะท้อนว่าสถานะการเงินของครัวเรือนมีปัญหา
“แม้เป็นความจริงที่เรื่องหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ไม่เพิ่มขึ้นและไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจในปีนี้เท่าไร เพราะว่า ธปท.ยังมีมาตรการช่วยเหลือ ธนาคารพาณิชย์ยืดหยุ่นลูกค้าได้จนถึงสิ้นปี ทำให้ก้อนหนี้บางส่วนยังไม่ถูกนับเป็นหนี้เสีย แต่ปีหน้าคงได้เห็นการเริ่มตามหนี้ และบางส่วนคงหลุดเป็นหนี้เสียมากขึ้น”
⦁เร่งคุมหนี้หวั่นขอสินเชื่อยาก
ด้านภาคการเงินอย่าง ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจ และตลาดการเงิน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เผยการสำรวจภาคกำลังซื้อในกลุ่มตัวอย่าง 5,000 คน พบกลุ่มรายได้ปานกลาง-ต่ำ ได้รับผลกระทบหนี้ครัวเรือนแต่มีจำนวนคนน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้มีรายได้กลาง-บน มีรายได้เหมาะสมกับรายจ่าย และสัดส่วนมากกว่ากลุ่มเปราะบาง ดังนั้น กำลังซื้อมีสัญญาณใช้จ่ายกระเตื้องมากขึ้นในครึ่งหลังปีนี้
ทั้งนี้ กลุ่มรายได้เปราะบางตอบแบบสำรวจด้านความต้องการกู้เงิน 6 เดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่กู้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อถามถึงการกู้เงิน 6 เดือนข้างหน้า ส่วนใหญ่จะกู้เพื่อนำเงินไปใช้หนี้คงค้างเดิม สะท้อนการขอสินเชื่อเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้เงินในวงจำกัดมากขึ้น และมีแนวโน้มใช้จ่ายสินค้าไม่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่หลายภาคส่วนทั้ง ธปท. สถาบันการเงิน และที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ได้เข้าช่วยเหลือลดการเกิดหนี้เสีย เพราะถ้าหนี้เสียเพิ่มสถาบันการเงินจะพิจารณาให้สินเชื่อยากขึ้นกว่าเดิม
⦁ธุรกิจแห่อัดโปรดัมพ์ยอดขาย
ภาคธุรกิจโดย สลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการด้านบริหารองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ช่วงกำลังซื้อไตรมาส 3/2566 เป็นช่วงฤดูกาลที่เข้าฤดูฝน และไม่มีเทศกาล ทำให้ยอดขายไม่เท่ากับฤดูอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่ก็เป็นกลุ่มสินค้าที่ประชาชนสามารถใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น เรื่องกำลังซื้อยังคงได้รับการตอบรับที่ดี ขณะเดียวกัน เรื่องโปรโมชั่นก็มีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยผู้บริโภคจึงมีการทำโปรโมชั่นต่อเนื่อง และมีการผลิตสินค้าเครื่องดื่มมีรสชาติใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสนใจสลับปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทั้งนี้ ด้านการผลิตสินค้าไม่ได้ปรับลดลงและคงยอดการผลิตเท่าเดิม
สุดท้ายแม้จบการเลือกตั้งไปแล้ว แต่เสถียรภาพการเมืองไทยยังลูกผีลูกคนและไร้ผู้นำ กระนั้นเศรษฐกิจไทยก็ทำท่าจะรอไม่ไหว ส่อแววล้มครืนไปก่อนได้ “รัฐบาลใหม่” เข้ามาแสดงฝีมือ!

