เวลาผ่านไปครึ่งทางแล้ว สำหรับการรอคอยในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เวลานี้ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าราบรื่น และเกิดขึ้นตามกรอบเวลาหรือไม่
หากตั้งรัฐบาลล่าช้าจะส่งผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สิ่งแรกๆ ที่เกิดขึ้นคือ มาตรการช่วยเหลือประชาชน ค่าครองชีพต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับการใช้งบประมาณ อาจอนุมัติไม่ได้ หรืออนุมัติได้ล่าช้า เพราะมีกระบวนการที่รัฐบาลรักษาการจะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อน ขณะนี้ก็มีมาตรการใกล้หมดอายุ อาทิ มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาท ที่จะสิ้นสุด 20 กรกฎาคมนี้
สิ่งต่อมาคือ งบประมาณแผ่นดินประจำปี 2567 ที่จะต้องเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 แม้จะคาดเดาไว้แล้วว่าการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้การออกร่างพระราชบัญญัติงบประมาณล่าช้าไปถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2567 และสำนักงบประมาณคงออกประกาศการใช้งบไปพลางจากงบปี 2566 กว่า 1 ล้านล้านบาทไว้ แต่หากการตั้งรัฐบาลล่าช้าไปกว่าเดือนสิงหาคมนี้ จะทำให้การออกร่างงบปี 2567 ช้าออกไปอีกได้
และอีกด้านที่สำคัญคือ การลงทุน ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจไทยพึ่งพาเศรษฐกิจจากต่างประเทศสูง หากนักลงทุน คู่ค้าธุรกิจจากต่างประเทศยังไม่เห็นความชัดเจนของหน้าตารัฐบาลไทย ตลอดจนความชัดเจนของนโยบายใหม่ จะทำให้ลังเลและชะลอการลงทุนออกไป ยิ่งนานยิ่งทำให้มีความเสี่ยงที่จะตัดสินใจไปลงทุนที่ประเทศอื่นแทน
นอกจากนี้ ถ้าถึงขั้นเกิดการชุมนุมทางการเมือง อาจจะสะเทือนไปถึงภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวกลับมาในปีนี้ ต้องดูว่าความสั่นสะเทือนทางการเมืองจะมีความรุนแรงแค่ไหน ถ้ายิ่งทำให้เกิดการชุมนุมที่รุนแรง อาจทำให้นักท่องเที่ยวชะลอเดินทางมาเที่ยวไทยได้ จนยอดไม่ถึง 30 ล้านคน ตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้
ดังนั้น การเมืองและการตั้งรัฐบาลใหม่มีส่วนสำคัญในการชี้ชะตาว่าเศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร

