หน้าแรก เศรษฐกิจ พ่อเมืองนครพน...

พ่อเมืองนครพนมขานรับ ม.44 ปลดล็อก 1.4 พันไร่ ตั้งเป้าพัฒนาขนส่ง-เกษตร-ท่องเที่ยว

23.12.16 | 12:20 น.

 

วันที่ 23 ธันวาคม 2559 นายสมชาย วิทย์ดำรงค์  ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม  เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกคำสั่ง อาศัยอำนาจตามมาตรา 44  ในการประกาศพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ  เพื่อให้มีการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น เชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง จ.นครพนม ทำให้ที่ดินในท้องที่ ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข 9 ให้ถอนสภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สําหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหมายถึง พื้นที่เขต โคกภูกระแต หรือเขตพื้นที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 3 นครพนม – คำม่วน  ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม  เดิมเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่เคยจัดเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จำนวนทั้งหมด 2,938 ไร่  แต่มีการจัดสรรเป็นพื้นที่ก่อสร้าง สำนักงานหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้อง ไปแล้วบางส่วน  ทำให้เหลือพื้นที่ตามประกาศคำสั่ง คสช. คือ จำนวน 1,400  ไร่  จะมีผลกลายเป็นพื้นที่ราชพัสดุที่จะนำเข้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจได้ทั้งหมด ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ไม่รวมพื้นที่มีข้อพิพาท หรือถูกบุกรุก ที่ต้องรอการพิจาณณาของศาลตามขั้นตอนกฎหมาย

นายสมชายกล่าวว่า ทางจังหวัดนครพนมได้เร่งสำรวจวางแผน ออกโฉนดคาดจะเสร็จสมบูรณ์ ภายใน 3 เดือน  และไม่มีปัญหาข้อพิพาทแน่นอนในพื้นที่ส่วนนี้  ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนการวางแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะมีความชัดเจนในเรื่องของพื้นที่มากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน กล้าที่จะมาลงทุน ทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ  ส่วนการวางแผนเป้าหมายหลัก คือ 3 ด้านหลัก มี  1. การวางแผนก่อสร้างเรื่องระบบการขนส่ง พัฒนาเป็นศูนย์กลางสินค้าส่งออก รวมถึงตลาดแรงงานในพื้นที่ชายแดน  ซึ่งจะมุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นหลัก เพราะจะเอื้อต่อปัจจัยพื้นฐาน ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์  2. จะมีการส่งเสริมให้เป็นอุตสาหกรรมการเกษตรครบวงจร เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับประชาชน เชื่อมโยงการค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน  ลาว เวียดนาม และจีน  และส่วนที่ 3 คือ เน้นการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวชายแดน  เชื่อมโยงพื้นที่ภาคอีสาน กับประเทศเพื่อนบ้าน ให้นครพนม เป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดน

นอกจากนี้ นายสมชายกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2554  เป็นต้นมาหลังเปิดสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3  ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ โดยพื้นที่ จ.นครพนม มีตัวเลขเศรษฐกิจการค้าชายแดน เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ล่าสุดจากปี 2558 – 2559 มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านบาท จากปกติ  ประมาณแค่ 5,000 ล้านบาท   เพราะมีความได้เปรียบเรื่องเส้นทางขนส่งไปยัง ลาว เวียดนาม และจีน มีระยะทางสั้นที่สุด  จากภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจ เชื่อมั่นว่าในระยะเวลาอีก 1 ปี  พื้นที่ จ.นครพนม จะเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนชายแดนที่ครบวงจร และเป็นพื้นที่เป้าหมายของผู้ประกอบการนักลงทุนระดับชาติ  มากที่สุดของภาคอีสาน