ผลกระทบค่าบาทแกว่งเร็ว นักวิเคราะห์ชี้อ่อนค่าดีต่อส่งออก แข็งค่าดีต่อลงทุนใหม่ๆ
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน เงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ นั้น ถือเป็นการอ่อนค่าแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง
1. เทียบกับ Foreign Reserve (เงินสำรองต่างประเทศ)ช่วงปีที่ผ่านมาเราไม่ได้แทรงแทรงเชิง direction (ทิศทาง)เป็นแค่ volatiltiy absorbtion (ดูดซับความผันผวน)มองจากระดับทุนสำรอง ถ้าไม่เลย 35.75 บาทต่อดอลลาร์อาจไม่ถือว่าอ่อนผิดปกติ
2. Year -to-date เงินบาทอยู่กลางตาราง Asia ท่ามกลางแนวโน้มสกุลเงินเอเชียอ่อนค่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะยังไม่กลับ trend ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ มา reverse
3. ช่วง 1-3เดือน Asian Dollar underperformed DXY (ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ)หนัก 5-6% เหตุผลหลักมาจากนโยบายการเงินที่แตกต่างกันชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะ สหรัฐ กับ จีนญี่ปุ่น บวกประเด็นการเมือง ลดทุนไหลเข้า
4. บาทอ่อนต่อไประดับ 36-37 บาท/ดอลลาร์ เงินเฟ้อสหรัฐต้องไม่ลด ราคาน้ำมันขึ้น หรือเศรษฐกิจจีนชะลอ หรือบาทกลับมาแข็งค่า 32-33 บาท ต้องมีจังหวะเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)หยุดขึ้นดอกเบี้ย สัญญาณแรก Initial Jobless Claims (รายงานจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานเหนือ ) จำนวล 300k คน อย่างไรก็ตาม มีมุมมองว่า USDต่อTHB สิ้นปีนี้ 33.30 บาท มองจุดกลับตัวอยู่ที่เฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย
“สถานการณ์ค่าบาท ตอนนี้มิติส่งออกตัวเลขกำไรดีขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้ดีมากเพราะเพื่อนบ้านก็อ่อน ส่วนภาคลงทุน ต่างชาติอาจไม่ต้องรีบลงทุนรอบาทแข็ง ในส่วนกำลังซื้อไม่มีผล ส่วนภาคครัวเรือน ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นบาทเพราะดอกเบี้ยสหรัฐสูงกว่ามาก “ดร.จิติพล กล่าว

