Global X ETFs แนะลงทุนธุรกิจเอไอ-ยานยนต์ไฟฟ้า ชี้มาแรงตามเทนรด์
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน Global X ETFs ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ETFs) ชั้นนำระดับโลกได้เผยมุมมองภาพรวมต่อตลาดครึ่งปี 2566 ในงานสัมมนาออนไลน์ Global X ETFs: Artificial Intelligence, Robotics & Automation, and Mobility are the key investment themes for 2H2023
นายจอน ไมเยอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน (CIO) Global X ETFs กล่าวว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจในระดับมหภาคช่วงครึ่งหลังของปี 2566 อัตราเงินเฟ้อกำลังชะลอความรุนแรงลง แต่ยังลดลงไม่มากนัก นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE Inflation) ยังคงสูงกว่าแนวโน้มที่ธนาคารกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ไว้ ตลาดแรงงานมีความตึงเครียดขึ้น เนื่องจากการปรับตัวของค่าแรงที่สูงขึ้น แต่ในภาคการผลิตยังมีการชะลอตัว ธนาคารกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ระงับการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนเพื่อประเมินผลของนโยบายอย่างเข้มงวด แต่ยังคาดว่าจะมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีกสองครั้งเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม ซึ่งข้อกำหนดใหม่และท่าทีของธนาคารกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในไตรมาสต่อๆ ไป จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดตราสารทุน (equity) และตลาดตราสารหนี้ (fixed income) นอกจากนั้นยังคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวตามลักษณะกราฟ inverted yield curve ความผันผวนจากข้อมูลงาน ตลอดจนความเชื่อมั่นทางธุรกิจ รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตที่ยังคงมีสัญญาณอ่อนแอ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนของตลาด ซึ่งจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเมื่อต้องตัดสินใจ
“ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มีลักษณะของการชะลอตัวที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งมีความแตกต่างจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 ซึ่งพบว่าพฤติกรรมการออมของผู้บริโภค พร้อมกับภาวะการฟื้นฟูหลังวิกฤตการเงินโลกทำให้เกิดการเติบโตที่ไม่ได้สัดส่วน ในขณะเดียวกันการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกซึ่งเกิดขึ้นจากสถานการณ์โรคระบาดอย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้เพิ่มแรงกดดันให้เกิดเงินเฟ้อ ประกอบกับความไม่แน่นอนของภูมิศาสตร์การเมืองโลก ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ และมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง มีการประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ในแนวบวกในระดับปานกลางในช่วงปลายปี นักลงทุนอาจพิจารณาหุ้นตั้งรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ (large-cap quality stock) เนื่องจากสามารถป้องกันความเสี่ยงขาลงได้ (downside protection) ในงานสัมมนายังได้พูดถึงการประเมินมูลค่าของ S&P 500 ในปัจจุบันว่าเป็นไปตามค่าเฉลี่ย 10 ปี โดยมีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (price-to-earnings ratio) อยู่ที่ประมาณ 22 เท่า ซึ่งเป็นการลดลงร้อยละ 25 จากจุดสูงสุดในปี 2564”
น.ส.มิเชล คูเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดพอร์ตการลงทุนอาวุโส จาก Global X ETFs กล่าวว่า การจัดพอร์ตการลงทุนที่ควรเน้นถึงคุณภาพเป็นหลักและมีความหลากหลาย ความไม่แน่นอนของตลาดในปัจจุบันเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการป้องกันความเสี่ยงขา ซึ่งสามารถทำได้โดยการมุ่งเน้นไปที่หุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดขนาดใหญ่ (large-cap quality stock) นอกจากนี้ การจัดพอร์ตการลงทุนโดยอาศัยการจับทิศทางกระแสโลก (thematic exposure) สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงในระยะยาวและช่วยให้เกิดความยืดหยุ่น ในกรณีที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย ซึ่งกระแสการลงทุนที่น่าสนใจมีดังนี้
เทรนด์เอไอกำลังมา
แม้ว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI-related equities) จะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือต้องตระหนักว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นธีมแบบระยะยาวที่ยังคงมีอิทธิพลสูง กลุุ่มนักวิจัยทำงานอย่างหนักในเรื่องของการผลิต AI รวมถึงการพัฒนาเจเนอเรทีฟ เอไอ (Generative AI) มาเวลาหลายปี ตัวอย่างเช่น OpenAI ซึ่งได้กลายมาเป็นผู้เล่นหลักในด้านนี้ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา โดยเมื่อพิจารณาถึงนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในด้าน AI คาดการณ์จะเกิดการเติบโตที่สำคัญ จากการคาดการณ์พบว่าตลาด AI ทั่วโลกจะมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ร้อยละ 35.6 จากยอดขายเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569 ซึ่งคิดเป็น 10 เท่าของขนาดในปี 2563
นอกจากนี้ยังพบว่า เทรนด์ด้านยานยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรงขึ้นด้วย เพราะเป็นแนวทางหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งภาคการขนส่ง คาดว่ายอดขายยานยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็นร้อยละ 36 ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี 2573 และร้อยละ 55 ในปี 2578 ในขณะที่โลกขยับเข้าใกล้การดำเนินธุรกิจที่มีเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero economy) ในช่วงกลางศตวรรษ ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถทำยอดขายได้มากกว่าร้อยละ 75 และคาดว่าตลาดยานยนต์ไร้คนขับ (AV) จะเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ขนาดตลาดโลกสำหรับยานยนต์ไร้คนขับ (AV) อาจสูงถึงประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

