ส.อ.ท.ชี้ปัญหาโลกรุม ไทยต้องเร่งเครื่องขีดความสามารถแข่งขัน ดัน BCG จุดแข็งในอนาคต

ส.อ.ท.ชี้ปัญหาโลกรุมเร้า ไทยต้องเร่งเครื่องเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน-ดันบีซีจีเป็นจุดแข็งในอนาคต

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันความท้ายทายของโลกมีหลายเรื่อง อุตสาหกรรมต่างๆ ที่เคยมีอายุยืนนาน ทำกำไรมากมาย แต่ปัจจุบันถูกดิสรัปต์ เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ตอนนี้มีอยู่ 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และแบ่งออกเป็น 11 คลัสเตอร์การผลิต 76 จังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัว ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้รับผลกระทบจากปัญหา สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ (เทรดวอร์) ที่เป็นประเทศมหาอำนาจอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก รวมถึงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อภาคการผลิต ซัพพลายเชน และวัตถุดิบมีปัญหา

นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า ปัจจัยลบที่ส่งผลให้สถานการณ์ทุกอย่างแย่ไปกันใหญ่คือสงครมระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่กระทบต่อต้นทุนราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบ ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก ท้ายที่สุดต้องมีการแก้ไขปัญหาโดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอย แถมในปัจจุบันโลกยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเรื่องนี้ทั่วโลกเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ โดยทำข้อตกลงร่วมกันว่า จะต้องช่วยกันไม่ให้อุณหภูมิของโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส และทุกประเทศต้องเข้าสู่สังคมโลว์คาร์บอน

“ส่วนความท้าทายของไทยคือ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ปัจจุบันไทยมีประชากรอยู่ที่ 67 ล้านคน แต่ปัจจุบันเราได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยเมื่อปี 2565 อัตราของเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าอัตราผู้เสียชีวิต และคาดว่าในปี 2585 ถ้าอัตราการเกิดและการเสียชีวิตยังเป็นเช่นนั้นอยู่ ไทยจะเหลือประชากรเพียง 33 ล้านคน ส่วนอีกหนึ่งปัญหาคือเรื่องกับดักรายได้ปานกลาง เนื่องจากไทยรับจ้างผลิตเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เราต้องรีบทรานฟอร์มขบวนการผลิตทั้งหมดของประเทศ

Advertisement

“โจทย์คือต้องทำให้ไทยมีขีดความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ลีนมากขึ้น และต้องทำให้ต้นทุนต่ำที่สุด โดยการก้าวไปสู่ อุตสาหกรรมใหม่ (Next-Gen industries) ผ่าน 3 กลไก คือ 1.ดึงการลงทุนจากอุตสาหกรรมอนาคต (S-curve) 2.เดินหน้านโยบายโมเดลเศราฐกิจสีเขียว (บีซีจี)และ 3.คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเทรนด์ของอุตสาหกรรมในอนาคต” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเรื่องการลงทุนระหว่างจีนกับไทย ปัจจุบันจีนได้ใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ในการผลิตล้อรถยนต์ ตอนนี้มี 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของบีซีจี และในอนาคตจะมีการนำยางรถยนต์มาผลิตเป็นสินค้าอีกมากมาย เพราะฉะนั้นบีซีจีจะกลายมาเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในที่สุดต่อไป

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image