กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 34.90-35.50 เหวี่ยงตามข้อมูลจีนและสหรัฐ
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.90-35.50 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 35.25 บาทต่อดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 34.68-35.28 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 4 เดือน สอดคล้องกับค่าเงินหยวนที่ร่วงลง
ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้การต่อสภา โดยระบุว่า สมาชิกจำนวนมากในคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (FOMC) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกราว 1-2 ครั้งซึ่งจะเป็นระดับที่มากพอสำหรับการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อในรอบนี้บนเงื่อนไขแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นไปตามที่ผู้กำหนดนโยบายคาดการณ์ไว้ และเฟดจำเป็นที่จะต้องรอจนกว่าจะมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% ก่อนจะมองถึงเรื่องการลดดอกเบี้ยลง โดยการที่เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมวันที่ 13-14 มิถุนายนนั้น สะท้อนการชะลอความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ย
ทางด้านธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคาดที่ 0.50% สู่ 5.00% ด้วยมติ 7-2 หลังเงินเฟ้อพื้นฐานพุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบ 30 ปี ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 4,913 ล้านบาท และ 10,839 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับปัจจัยในประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุไว้ว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งแม้การส่งออกหดตัวโดยเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะช่วยประคองภาคส่งออก ขณะที่กระทรวงการคลังมีแผนจะเปิดประมูลพันธบัตรช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน 2566 รวมไม่เกิน 303,600 ล้านบาท โดยในระยะนี้เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้าและความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในไทย
ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ ตลาดจะให้ความสนใจกับความเห็นของผู้นำธนาคารกลางหลักในงาน ECB Forum รวมถึงตัวเลขการใช้จ่ายบริโภคส่วนบุคคลเดือนพฤษภาคมของสหรัฐและเครื่องบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจจีน อนึ่ง ท่าทีล่าสุดของประธานเฟด ซึ่งระบุว่าจะใช้ความระมัดระวังในเรื่องจังหวะความเร็วสำหรับการพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงต่อจากนี้ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยใกล้จะแตะจุดสูงสุดของวัฏจักรสะท้อนว่ามาถึงจุดที่การประเมินว่าความจำเป็นที่จะคุมเข้มนโยบายต่อไปอีกเท่าใดนั้นยากขึ้น
ดังนั้น ทั้งธนาคารกลางและตลาดการเงินจะอ่อนไหวมากเป็นพิเศษต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมา อย่างไรก็ดีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวนอกสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

