“เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ” จัดงาน เมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ รับเทรนด์อุตสาหกรรมการแพทย์ไทยโตดี

26.06.23 | 16:58 น.

“เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย” จัดงาน “เมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ 2023” รับเทรนด์อุตสาหกรรมการแพทย์ไทยเติบโตดี มั่นใจนักธุรกิจไทย-เทศแห่ร่วมงานกว่า 12,000 คน พุ่งขึ้น 20%

นายเกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าวว่า อุตสาหกรรมการแพทย์ในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตมากกว่า 10% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากเทรนด์ที่คนไทยให้ความสนใจในการดูแลรักษาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อีกทั้งรัฐบาลได้ผลักดันนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) ศูนย์กลางบริการการแพทย์ (Medical Service Hub) ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub) และศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) พร้อมด้วยเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ – ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.1 แสนล้านบาท และอาจแตะระดับ 7.6 แสนล้านบาท ในปี 2570 (ที่มา : Allied Market Research 2022) และประเทศไทยยังเป็นผู้ส่งออกอุปกรณ์การแพทย์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียนอีกด้วย

“จากความน่าสนใจนี้จึงเป็นตัวแปรให้อุตสาหกรรมการแพทย์และผู้จัดงานนิทรรศการ งานประชุม และงานแสดงสินค้าในระดับโลกยังคงสนใจที่จะใช้ไทยเป็นพื้นที่ในการลงทุน ทำตลาด สร้างความร่วมมือทางด้านนวัตกรรม พร้อมด้วยนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาโชว์ศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่าปีนี้มีงานด้านการแพทย์ในไทยมีความคึกคัก นักท่องเที่ยวและนักเดินทางที่เข้ามาในไทยมีจุดมุ่งหมายในเรื่องการรับบริการเพื่อสุขภาพที่มุ่งเป้าทั้งสังคมสูงวัย การรักษาและบำบัดโรคเฉพาะทาง บริการแพทย์แผนไทย ฯลฯ และยังจะเห็นได้ว่ามีการเพิ่มขึ้นของธุรกิจสถานพยาบาล ธุรกิจเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ ยาและอาหารเสริม ประกันสุขภาพ กลุ่มธุรกิจไบโอเทคโนโลยี สตาร์ตอัพ MedTech อย่างต่อเนื่อง

เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่จัดงานระดับโลกในไทยมากว่า 20 ปี ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมด้านการแพทย์ของประเทศไทย จึงเตรียมจัดมหกรรมด้านการแพทย์ยิ่งใหญ่แห่งปี เมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ 2023 : Medical Fair Thailand 2023 ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา และระหว่างวันที่ 16-22 กันยายน 2566 ในรูปแบบออนไลน์ โดยผนึกกำลังพันธมิตร และรวบรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 800 รายจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกทั้ง เยอรมนี สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีน สิงคโปร์ ฯลฯ รวมถึงประเทศที่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกทั้ง ลัตเวีย โปรตุเกส โปแลนด์ ตุรกี และแคนาดา มาร่วมนำเสนอผลงานนวัตกรรมด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ด้านจักษุ อุปกรณ์ด้านทันตกรรม ด้านเภสัชกรรม ยา อุปกรณ์ห้องทดลอง สิ่งทอ เครื่องมือวินิจฉัย ระบบกำจัดเชื้อ เทคโนโลยีในระบบอาคาร เครื่องมือรองรับเหตุฉุกเฉิน เฟอร์นิเจอร์ทางการแพทย์ อุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เครื่องมืออิเลคทรอนิกส์ทางการแพทย์ ฯลฯ ที่พร้อมจะขยายธุรกิจและความร่วมมือทางการแพทย์ในตลาดอาเซียน

Advertisement

“ภายในงานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ 2023 ประกอบด้วย 3 ไฮไลท์หลักคือ สตาร์ตอัพพาร์ค พื้นที่สำหรับสตาร์ตอัพจากทั่วโลกที่เกี่ยวข้องในด้านการแพทย์ เช่น เทคโนโลยีเอไอเพื่อช่วยเหลือทางการแพทย์ การใช้หุ่นยนต์ช่วยระบบการวินิจฉัยโรค ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพพร้อมเติบโตในวงการการแพทย์และการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างความร่วมมือและต่อยอดทางธุรกิจ ผลักดันสตาร์ตอัพให้เติบโตควบคู่กับสุขภาพของประชาชน และทำให้สตาร์ตอัพในประเทศไทยมีโอกาสได้รับการลงทุนในฐานะฐานสตาร์ตอัพแห่งเอเชีย พาวิลเลี่ยนดูแลสุขภาพชุมชน ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องใน 3 ประเด็นหลัก คือ การดูแลสุขภาพทางใจ สังคมผู้สูงวัย และโรคอุบัติใหม่ สอดคล้องกับสภาพสังคมเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศไทยมีผู้ที่มีภาวะป่วยทางใจมากกว่า 3 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในอาเซียน ภายในปี 2045 (พ.ศ.2588) ทำให้ต้องมีโซลูชันทางการแพทย์เพื่อตอบรับความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นทั้ง ระบบดิจิทัลเพื่อสุขภาพจิต ระบบอัฉริยะและเครื่องมือในดูแลรักษาโรค เวชศาสตร์ผู้สูงวัย การฟื้นฟูสมรรถภาพ ฯลฯ” นายเกอร์นอท กล่าว

นายเกอร์นอท กล่าวว่า มั่นใจว่างานนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนก้าวใหญ่ในการสนับสนุนวงการการแพทย์และสุขภาพให้เติบโต โดยขณะนี้มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าเต็มทั้งพื้นที่ ล่วงหน้าก่อนการจัดงานถึง 3 เดือน ผู้เข้าร่วมงานจะได้ทั้งเครือข่ายจากทั่วโลก โอกาสการเติบโตทางธุรกิจ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อโลกอนาคต คาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมชมงานมากกว่า 12,000 ราย เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ผ่านมาราว 20% แบ่งเป็นผู้ที่ทำธุรกิจในประเทศไทย 60% และนักธุรกิจและนักลงทุนจากต่างชาติ 40% ทั้งจากกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การซื้อขายนวัตกรรม อุปกรณ์ โซลูชันทางการแพทย์ อีกทั้งยังช่วยตอกย้ำเป้าหมายของหลายภาคส่วนของประเทศไทยที่ต้องการลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตนวัตกรรมที่เกิดการใช้และเป็นที่รู้จักในระดับโลก