ตั้งรัฐบาลใหม่อืด กระสุนขัดลำ-ฉุดศก.
ตามปกติแล้วในช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี
หากเป็นช่วงเวลาปกติ ช่วงนี้จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 วงเงิน 3.35 ล้านล้านบาทกันแล้ว
ปฏิทินการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2567 กำหนดไว้ว่า สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาร่างกฎหมาย วาระที่ 1 วันที่ 31 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2566
จากนั้นพิจารณาในวาระที่ 2-3 วันที่ 16-17 สิงหาคม 2566 เมื่อผ่านความเห็นชอบแล้ว ต้องนำเสนอวุฒิสภาพิจารณาวันที่ 28-29 สิงหาคม 2566 แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย วันที่ 5 กันยายน 2566
และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป
แต่สถานการณ์ ณ วันนี้ถือว่าไม่ปกติ เพราะเป็นระยะเปลี่ยนผ่านรอรัฐบาลชุดใหม่
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจำต้องแขวนไปก่อน
ตามไทม์ไลน์หากกระบวนการทางการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลชุดใหม่น่าจะเข้าทำหน้าที่ได้ในราวปลายเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม
แต่เมื่อติดตามสถานการณ์การเมืองขณะนี้ การตั้งรัฐบาลมีแนวโน้มจะเลื่อนยาวไกลไปกว่านั้น ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ต้องขยับตามออกไปด้วย
ประเมินกันว่าจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 1 ของปี 2567
นั่นหมายความว่า ล่วงเข้าไปครึ่งปีงบประมาณแล้ว
จากข้อมูลสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษานโยบายของพรรคการเมืองที่ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปในเรื่องรัฐสวัสดิการ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
เลือกเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ที่กำลังจับมือร่วมตั้งรัฐบาล พบว่าพรรคก้าวไกลจะใช้เงินประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท พรรคเพื่อไทยใช้ 1.8 ล้านล้านบาท
แม้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในปีงบประมาณเดียว แต่เชื่อว่าวงเงินน่าจะล้นเกินกรอบวงเงิน 3.35 ล้านล้านบาท ไปมากแน่นอน
หากรัฐบาลชุดใหม่เกิดขึ้นจาก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล หรือเปลี่ยนขั้วไปก็ตาม การจัดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ จำเป็นต้องทั้งเกลี่ยงบประมาณและกู้เงินเพิ่ม รองรับสำหรับนโยบายใช้เงินมหาศาล
กระบวนการจัดทำอาจเรียกได้ว่า ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด โอกาสจะได้ใช้งบประมาณ 2567 ยืดยาวออกไป ย่อมมีผลกระทบตามต่อการขับเคลื่อนประเทศ
หน่วยงานหลักในการจัดทำงบประมาณ เฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ให้ความเห็นถึงกระบวนการจัดทำงบประมาณว่า ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาบริหารประเทศประมาณช่วงเดือนสิงหาคม จากนั้นสำนักงบจะประสานรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเริ่มขั้นตอนการจัดทำใหม่ร่วมกับ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้ได้ตัวเลขกรอบการจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลใหม่
การจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณ 2567 ต้องดูตัวเลขรายรับรายจ่ายและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยควบคู่กันไปทั้งหมด รวมทั้งคำของบประมาณจากหน่วยงานราชการที่ต้องให้ส่งเข้ามาใหม่ด้วย การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2567 อาจล่าช้าไปกว่ากำหนดเดิมประมาณ 6 เดือน
สำหรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนสำหรับพัฒนาประเทศ ตาม พ.ร.บ.งบประมาณ กำหนดว่าจะต้องมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด ซึ่งวงเงินในปี 2567 วางไว้ประมาณ 6.7 แสนล้านบาท หากรัฐบาลใหม่จัดสวัสดิการด้วยงบประมาณจำนวนมาก อาจจะกระทบกับกรอบงบประมาณเพื่อการลงทุน ต้องมีการจัดสรรงบประมาณทดแทนเพื่อไปทำโครงการอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกับการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งถือว่าไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้มีงบลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากภาวะการเมืองทำให้ระยะเวลาต้องทอดออกไป เนื้อหาที่จะบรรจุลงร่างกฎหมายงบประมาณก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากที่เตรียมไว้และกระทบหลายหน่วยงาน โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานกรรมการ คณะกรรมการ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ประเมินว่า
หากรัฐบาลใหม่ปรับปรุงงบประมาณปี 2567 เพื่อสนองรัฐสวัสดิการจะมีเงินแค่ 2 แสนล้านบาท โดยต้องไปปรับลดงบประมาณในส่วนที่พอปรับลดได้ในกระทรวงและส่วนราชการต่างๆ ยังขาดอีกอย่างน้อย 4.5 แสนล้านบาท ถ้าต้องการจัดสรรให้ครบถ้วนตามนโยบายรัฐสวัสดิการที่หาเสียงเอาไว้ ต้องใช้เม็ดเงินประมาณ 6.5 แสนล้านบาท ดังนั้นต้องปรับลดงบกลางฉุกเฉินลงมาอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
อาจต้องปรับลดงบหมวดป้องกันประเทศและหมวดความสงบภายในประเทศอีก 30% จะได้เม็ดเงินมาอีกประมาณ 1.06 แสนล้านบาท ในการดูแลสวัสดิการประชาชนเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่เพียงพอตามนโยบายรัฐสวัสดิการ จึงควรทยอยจัดสวัสดิการตามลำดับความจำเป็นในปีต่อๆ ไป โดยหลีกเลี่ยงการก่อหนี้เพิ่ม หรือเพิ่มภาษีใหม่ เน้นเก็บภาษีที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากไม่สามารถปรับลดในส่วนที่เกี่ยวกับหมวดป้องกันประเทศหรืองบกลางฉุกเฉิน แต่ยังต้องการทำให้การดูแลสวัสดิการประชาชนบรรลุเป้าหมายตามที่หาเสียงไว้ อาจใช้วิธีขยายวงเงินงบประมาณจาก 3.35 ล้านล้านบาท เป็น 3.45-3.8 ล้านล้านบาท ด้วยการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณและก่อหนี้มาชดเชย สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังคงต่ำกว่าเพดาน 70% หรือเพิ่มรายได้และเก็บภาษีให้สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ในกรอบงบประมาณปี 2567 ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท หากเร่งทำนโยบายรัฐสวัสดิการปี 2567 ต้องขยายฐานภาษีและเพิ่มอัตราภาษี หรือก่อหนี้สาธารณะเพิ่มอย่างแน่นอน
“การก่อหนี้สาธารณะแม้ยังอยู่ภายในเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี 70% แต่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงวิกฤตฐานะการคลังในอนาคตได้ นอกจากนี้ เมื่อรัฐบาลเพิ่มรายจ่ายสาธารณะมากเกินพอดี อาจทำให้การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาคเอกชนลดลงได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยแท้จริงปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนของเอกชนสูงขึ้น จนก่อให้เกิดการชะลอการลงทุนของภาคเอกชนโดยรวมได้” รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุ
ขณะเดียวกันศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองสถานการณ์ที่ดีที่สุด จะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเดือนกรกฎาคม และมีคณะรัฐมนตรีพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือนสิงหาคม แต่ถ้าล่าช้าไปกว่านั้นจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจได้หลายด้าน เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบด้านลบรุนแรงขึ้นในไตรมาส 4 ของปีนี้ จากความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และการพิจารณาอนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2567 เนื่องจากโดยปกติแล้วจะมีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเดือนกันยายน และเริ่มใช้งบประมาณต้นเดือนตุลาคม แต่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะทำให้กระบวนการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณ ล่าช้าเกินไป
ปกติหากงบประมาณจะล่าช้าไป 3-4 เดือน ในช่วงเวลาดังกล่าวหน่วยงานภาครัฐจะสามารถใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณ ด้วยการนำหลักเกณฑ์ใช้เงินงบประมาณปีก่อนหน้าไปพลางก่อนได้ แต่ในกรณีเลวร้ายการจัดตั้งรัฐบาลไม่ราบรื่น อาจทำให้การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี ล่าช้าถึง 6 เดือน โดยหน่วยงานภาครัฐจะไม่สามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมาย จะส่งผลลบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ไปจนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2567
สรุป คือ เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการจัดทำงบประมาณปี 2567 ที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในหลายมิติของการขับเคลื่อนประเทศ

