ไมเนอร์ ทุ่ม 546 ล้าน เข้าซื้อแบรนด์ซิซซ์เล่อร์ จ่อขยายเครือข่ายทั่วโลก หลังถือแฟรนไชส์มา 31 ปี
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (“MINT”) ผู้นำในอุตสาหกรรมการบริการ ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ ได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้ตัดสินใจเข้าถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 ในแบรนด์แฟรนไชส์ซิซซ์เล่อร์ทั่วโลก ยกเว้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เปอร์โตริโก และกัวเตมาลา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า MINT ได้รับสิทธิแฟรนไชส์ของแบรนด์ซิซซ์เล่อร์มายาวนานถึง 31 ปี ส่งผลให้ MINT เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัท Collins Foods Limited (“Collins Foods”) ซึ่งเป็นผู้ขายและเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของแบรนด์ซิซซ์เล่อร์ โดยมีส่วนช่วยในการผลักดันการเติบโตและสร้างชื่อเสียงในด้านร้านอาหารสไตล์ตะวันตกในทวีปเอเชีย ทั้งนี้ เมื่อกระบวนการการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ได้เสร็จสิ้นลง MINT จะเข้ามามีอำนาจควบคุมกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ร้านซิซซ์เล่อร์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย 64 สาขาและประเทศญี่ปุ่นอีก 10 สาขา

นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวว่า เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากในการประกาศเข้าซื้อแบรนด์ซิซซ์เล่อร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เราได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดและมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก โอกาสในการเข้าซื้อกิจการระดับโลกในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการกลับมาเติบโตและมีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบของไมเนอร์ ฟู้ด MINT พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ประสบความสำเร็จในการขยายแบรนด์ในประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศที่มีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากในการครองตลาดอย่างเช่นจีนและสิงคโปร์ และจากความสามารถของ MINT ในการพัฒนาแบรนด์ซิซซ์เล่อร์ที่ผ่านมา MINT จะสามารถปลดล็อกศักยภาพของแบรนด์ได้อย่างเต็มที่ โดยบริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้เชิงลึกในอุตสาหกรรม ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน และการดำเนินงานของบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อขยายเครือข่ายของแบรนด์ซิซซ์เล่อร์ในตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วอื่นๆ ทั่วโลก เช่น กลุ่มประเทศอาเซียนและตะวันออกกลาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาการขายดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 21 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ 546 ล้านบาท จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท และเกิดขึ้นได้จากการที่บริษัทมีฐานะทางการเงินและสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง ด้วยรายได้ค่าลิขสิทธิ์ต่อปีของซิซซ์เล่อร์ที่มีอยู่ที่ 3.5 – 4 ล้านเหรียญสิงคโปร์ และผลกำไรเต็มจำนวนโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์จากการดำเนินงานในประเทศไทย การลงทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจเป็นร้อยละที่เป็นตัวเลขสองหลัก


