
ธปท.เผยปัจจัยนอก-ในประเทศกระทบค่าเงินบาทผันผวน พร้อมกาง 3 แผนป้องเสี่ยง
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Media Briefing : FX Ecosystem ครั้งที่ 5 ว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึง 23 มิถุนายน ค่าเงินบาทอ่อนค่าประมาณ 1.6% แม้จะดูเหมือนไม่ได้เคลื่อนไหวมาก แต่ระหว่างทางค่าเงินบาทขึ้นและลงอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในไตรมาส 1/2566 ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าที่ระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และกลับอ่อนค่าที่ระดับ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเคลื่อนไหวผันผวนน้อยลงในไตรมาส 2/2566 ซึ่งเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ขณะเดียวกัน ปัจจุบันการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทผันผวนลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 0.65%
นางสาวพิมพ์พันธ์กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยเฉพาะในประเทศ โดยปัจจัยภายนอก เช่น ตลาดการเงินโลกในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนสูงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศหลักเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เป็นปัจจัยหลักส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ แนวโน้มเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ เช่น การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยจากภาคการท่องเที่ยว และสถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอนหลังจากการเลือกตั้ง รวมถึงปัจจัยเสริม เช่น การซื้อขายทองคำในราคาทองคำและการซื้อขายทองคำของคนไทย และการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของการลงทุนในต่างประเทศ ทำให้เงินบาทมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลา
“แม้ความผันผวนของค่าเงินบาทปรับลดลงแล้วจากช่วงต้นปี แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อโลก รวมทั้งการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักและจีน ที่อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนขึ้นในระยะต่อไป” นางสาวพิมพ์พันธ์กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจัยภายนอกเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบถึง 60-70% ขณะที่มีปัจจัยภายในและปัจจัยภูมิภาค ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก และยากจะคาดการณ์ได้ว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวทิศทางใด ขณะเดียวกัน ธปท.อยากเห็นค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด แต่ถ้ามีความผันผวนสูงเกินไปจนกระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ธปท.จะเข้าดูแล
เร่งผลักดันให้เกิดระบบนิเวศอัตราแลกเปลี่ยนใหม่
นางอลิศรา มหาสันทนะ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงให้ความสำคัญกับการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ (New FX ecosystem) มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคเอกชนมีความพร้อมในการรับมือความผันผวนจากค่าเงินได้อย่างยั่งยืน โดยการผลักดันให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง เพิ่มความสะดวกและลดต้นทุนการทำธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนของผู้เล่นในตลาด ผ่านแผนงานต่างๆ ที่ดำเนินการแล้ว
“เช่น ผ่อนเกณฑ์ให้ทำธุรกรรมในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศได้เสรี โอนเงินออกนอกประเทศและทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้คล่องตัวขึ้น รวมถึงการนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เสรีขึ้น” นางอลิศรากล่าว
เปิด 3 แผนงานป้องบาทผันผวน
นางอลิศรากล่าวว่า ในปี 2566 ธปท.มีแผนงานที่ทำเพิ่มเติม ดังนี้
1.สนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการค้าขายระหว่างประเทศ ปัจจุบันการค้าระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคมีสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะประเทศจีนและญี่ปุ่น ขณะที่แนวโน้มทิศทางของเงินสกุลท้องถิ่นและเงินบาทมักเคลื่อนไหวในทางเดียวกัน ธปท.จึงสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency) เช่น หยวน เยน มาเลเซียริงกิต และอินโดนีเซียรูเปีย ให้เป็นอีกทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
โดยแผนงานในระยะถัดไปของ ธปท. ครอบคลุมถึงการร่วมมือกับธนาคารกลางในภูมิภาคผ่อนคลายหลักเกณฑ์เพิ่มเติม การร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อหาแนวทางอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนในการทำธุรกรรม ตลอดจนประชาสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ
“อย่างไรก็ตาม การดำเนินบางส่วนอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากบางกรณีถ้าผู้ประกอบการเป็นทั้งผู้นำเข้าและส่งออก อาจมีความต้องการอยากใช้เงินสกุลกลางคือเงินเหรียญสหรัฐในการทำธุรกิจ ส่วนนี้ต้องยอมรับโครงสร้างการทำธุรกิจนั้นๆ เพราะฉะนั้น ธปท.ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะดำเนินการและเป้าหมายอยู่ตรงไหน แต่มองไปข้างหน้าเป้าหมายก็คืออยากให้มีการใช้สกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น” นางอลิศรากล่าว
2.ผ่อนเกณฑ์โอนเงินออกนอกประเทศให้คล่องตัวขึ้น ได้แก่ 1.ขยายวงเงินเพื่อวัตถุประสงค์ให้เปล่าจาก 50,000 เหรียญสหรัฐ เป็น 200,000 เหรียญสหรัฐ 2.อนุญาตให้บริษัทไทยโอนเงินไปให้บริษัทแม่ในต่างประเทศเพื่อช่วยบริหารจัดการสภาพคล่อง (Notional Pooling) และ 3.ขยายวงเงินลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนรายย่อยไม่ผ่านตัวแทนจาก 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
3.เพิ่มความคล่องตัวให้บริษัทและนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ 1.ขยายขอบเขตโครงการ Non-Resident Qualified Company (NRQC) ให้บริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจชำระเงินระหว่างประเทศเข้าร่วมโครงการได้ โดยโครงการ NRQC มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทต่างชาติทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินไทยได้คล่องตัวขึ้น อีกทั้งปรับขั้นตอนการสมัคร NRQC ให้สะดวกขึ้น
และ 2.ให้นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในหลักทรัพย์ไทยป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกับสถาบันการเงินไทยได้โดยตรง จากเดิมที่ต้องทำธุรกรรมผ่านตัวกลางที่เป็นสถาบันการเงินในต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศและบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
“ทั้งนี้ การผลักดัน FX ecosystem เป็นนโยบายระยะยาวที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีภูมิคุ้มกันป้องกันผลกระทบจากค่าเงินได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้ภาวะตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูงและคาดเดาได้ยาก” นางอลิศรากล่าว
