คิดเห็นแชร์ : เดินหน้าสร้างสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-จีน

2.07.23 | 12:28 น.

คิดเห็นแชร์ : เดินหน้าสร้างสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-จีน

ไทยและจีนมีสัมพันธไมตรีและติดต่อค้าขายระหว่างกันมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้วัฒนธรรมและประเพณีของจีนผสมผสานกับของไทย ประเทศไทยมีคนเชื้อสายจีนอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้คนไทยและคนจีนมีความใกล้ชิดคุ้นเคยกันดั่งเครือญาติ จนมีคำกล่าวว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 นี้ จะเป็นวันที่ไทยและจีนเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 48 ปี ซึ่งทั้งสองประเทศได้มีการกระชับความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในทุกมิติ รวมถึงด้านเศรษฐกิจการค้า

ปัจจุบันจีนมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ โดยจีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก ปี 2565 GDP จีนมีมูลค่า 18.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 18.1% ของ GDP โลก จีนยังเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากร 1,412 ล้านคน อีกทั้งเป็นผู้ส่งออกสินค้าอันดับ 1 และผู้นำเข้าสินค้าอันดับ 2 ของโลก และในปี 2566 จีนจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนในปี 2566 จะขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 5.6% ซึ่งมากกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1%

การค้าระหว่างไทยและจีนเป็นไปด้วยดี โดยจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยเป็นเวลา 11 ปี ติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2556) สำหรับปี 2565 การค้าไทย-จีน มีมูลค่า 105,404.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากปีก่อนหน้า 1.5% จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย คิดเป็นมูลค่า 34,389.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 12.0% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด สินค้าส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ จีนยังเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นมูลค่า 71,014.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 23.4% ของการนำเข้าของไทยทั้งหมด สินค้านำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

ไทยเป็นฐานการลงทุนที่น่าสนใจเป็นอันดับต้นๆ ของจีน โดยในปี 2565 การลงทุนโดยตรงของจีนในไทยมีมูลค่า 10,082.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 353,663.98 ล้านบาท โดยนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากเป็นอันดับที่ 3 (รองจากอาเซียนและญี่ปุ่น) สาขาการลงทุนสำคัญ คือ ภาคการผลิต (เช่น ยางและพลาสติก ยานยนต์) และกิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย และจีนเป็นประเทศที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยจาก BOI มากที่สุด มูลค่าเงินลงทุน 77,381 ล้านบาท (158 โครงการ) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 107.9% จากปีก่อน

Advertisement

ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของคนจีน ก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 (ปี 2562) นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยมากถึงประมาณ 11 ล้านคน แต่ลดลงไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย จำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยในปี 2565 ไทยมีนักท่องเที่ยวจากจีน 273,567 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจีนอนุญาตให้ประชาชนเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ต้องกลับไปกักตัวตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 โดยไทยเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่จีนนำร่องให้คนจีนเดินทางออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศแบบหมู่คณะหรือกรุ๊ปทัวร์ ทำให้คาดการณ์ว่าในปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยทั้งหมด 4.25 ล้านคน การส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและ Soft Power จะเพิ่มรายได้จากภาคการท่องเที่ยวและบริการ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต

กระทรวงพาณิชย์จะยังคงมุ่งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจีนให้เข้มแข็งแน่นแฟ้นผ่านแนวทางต่างๆ อาทิ การใช้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของไทย-จีนที่สอดคล้องกัน เช่น ยุทธศาสตร์

การพัฒนาแบบวงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) ของจีน ซึ่งประกอบด้วย 1.การหมุนเวียนภายในที่จีนมุ่งให้การบริโภคภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการเพิ่มจำนวนชนชั้นกลาง การพัฒนาอุตสาหกรรมให้ทันสมัยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และการพัฒนาความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเพิ่มโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และนวัตกรรมร่วมกัน ควบคู่กับ 2.การหมุนเวียนภายนอกที่จีนส่งเสริมการเชื่อมโยงกับต่างประเทศผ่านการเปิดกว้างทางการค้า การลงทุน และการเงินมากขึ้น โดยมีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI) เป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญ ซึ่งสอดรับกับความต้องการของไทยในการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนกับจีนให้มากขึ้น รวมทั้ง นโยบายการพัฒนาสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ (China’s Green Development in the New Era) ซึ่งจีนเร่งส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รวมถึงส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในภาคอุตสาหกรรม (เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่) และภาคเกษตร (เช่น เกษตรออร์แกนิค) ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยและจีนขยายความร่วมมือระหว่างกันตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (Bio-Circular-Green)

การใช้ประโยชน์จากความตกลงและความร่วมมือทางการค้า ไทยกับจีนมีกรอบความร่วมมือ/ความตกลงที่สำคัญ อาทิ 1.หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) 2.ความตกลง FTA อาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Agreement : ACFTA) ซึ่งเป็น FTA ที่ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์สูงที่สุด และปัจจุบันอาเซียนและจีนอยู่ระหว่างการเจรจายกระดับความตกลง ACFTA ให้ทันสมัย ตั้งเป้าหมายเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2567 และ 3.ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) ซึ่งถือเป็น FTA ที่ครอบคลุมตลาดการค้าและการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และไทยได้รับประโยชน์จากการเปิดตลาดของจีนภายใต้ความตกลง RCEP เพิ่มเติมจากความตกลง ACFTA จำนวน 33 รายการ อาทิ พริกไทย และสับปะรดแปรรูป อีกทั้ง RCEP เป็นความตกลงที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญมาก โดยพยายามส่งเสริมให้ภาคเอกชนจีนใช้ประโยชน์อย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ ไทยยังกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึกกับจีนผ่านการจัดทำ MOU ด้านความร่วมมือทางการค้า หรือ Mini-FTA ที่ลงนามแล้ว 3 ฉบับ คือ กับมณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นพื้นที่ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของจีนที่มีท่าเรือการค้าเสรีอยู่แล้ว มณฑลกานซู่ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางระเบียงการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ (New International Land-Sea Trade Corridor : ILSTC) และล่าสุด ได้มีการลงนาม Mini-FTA กับเซินเจิ้น เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 อีกทั้งมีแผนที่จะลงนาม Mini-FTA กับมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นที่ตั้งด่านโม่ฮาน

การผลักดันการส่งออก ไทยมีเป้าหมายยกระดับการส่งออกสินค้าไปยังจีนในปี 2566 ให้เพิ่มขึ้น 1% จากปี 2565 โดยมีสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ (สพต.) ณ กรุงปักกิ่ง สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วประเทศจีน 8 แห่ง (หนานหนิง ชิงต่าว เฉิงตู เซี่ยเหมิน คุนหมิง กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง) ที่ทำหน้าที่ผลักดันเป้าหมายข้างต้น ด้วยกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเชื่อมสัมพันธ์ภาครัฐ-เอกชน 2.การผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดจีนทั้งออฟไลน์และออนไลน์ 3.การส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทย และการใช้ Soft power และ 4.การนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน Fairs สำคัญของจีน กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินการผลักดันการส่งออกผ่านการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างภูมิภาค อาทิ อำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางรถไฟลาว-จีน และผ่านประเทศที่มีพรมแดนติดกับจีน เช่น เวียดนาม อีกด้วยจีนเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีความสำคัญต่อโลกและไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจการค้า การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนในมิติต่างๆ จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการค้าไทย

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า