เอ็มพีไอ 5 เดือนร่วง มิ.ย.ห่วงปมตั้งรัฐบาล – สงคราม ถกผู้ผลิตช่วย 4 อุตฯเจ็บหนักจากส่งออกร่วง – จับตา 25 อุตฯโอทีลด
นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนพฤษภาคม ปี 2566 อยู่ที่ระดับ 94.80 ลดลง 3.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ดีขึ้นจากเดือนเมษายน 2566 คิดเป็น 14.23% อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 60.20% และช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 61.04% และดัชนีเอ็มพีไอ 5 เดือนแรก(มกราคม-พฤษภาคม2566)ลดลง 4.49% ปัจจัยบวกต่อเอ็มพีไอมาภาคการท่องเที่ยวส่งผลต่อความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งการผลิตรถยนต์นั่งและรถยนต์กระบะ 1 ตัน จากการส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้น
แนวโน้มเอ็มพีไอเดือนมิถุนายนพบสัญญาณเฝ้าระวังจากการส่งออกที่หดตัวเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ประกอบกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและงบประมาณปี 2567 อีกทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีโอกาสรุนแรงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจไทย รวมทั้งต้องติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญจะกระทบต่อวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรเพียงใด อย่างไรก็ตามยังพบปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงเศรษฐกิจของคู่ค้าหลักอย่างประเทศจีนและญี่ปุ่นมีแนวโน้มการฟื้นตัว
ผลจากการส่งออกที่ลดลงต่อเนื่อง 8 เดิอนส่งผลให้เอ็มพีไอลดลง แม้อุตสาหกรรมหลักอย่างรถยนต์จะเติบโตแต่ไม่สามารถประคองเอ็มพีไอภาพรวมได้ โดยเมื่อเร็วๆนี้ สศอ.ได้ประชุมโฟกัสกลุ่ม4อุตสาหกรรมที่ส่งออกกระทบเยอะ อาทิ เหล็ก สิ่งทอ เพื่อหามาตรการรับมือร่วมกัน พร้อมเน้นแนวทางปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง อาทิ สิ่งทอชนิดพิเศษ เป็นโอกาสของไทย เพราะหากจะผลิตแบบเดิมต้องยอมรับว่าไทยสู้ต้นทุนบางประเทศไม่ได้ อาทิ เวียดนาม ที่เวลานี้เน้นผลิตสินค้าราคาถูกทั้งสิ่งทอง เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์
“ความกังวลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ต่อ 25 อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกลดลงจะต้องลดโอทีนั้น ได้สอบถามไปยังส.อ.ท.แล้วได้รับคำตอบว่ากำลังรวบรวมข้อมูล โดยสศอ.จะติดตามใกล้ชิดเพื่อทำงานช่วยเหลือภาคเอกชน หลังหารือกับ 4 อุตสาหกรรมไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าการลดโอทีเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งในบางอุตสาหกรรมแล้ว เป็นการปรับตัวของผู้ผลิตเนื่องจากภาคการส่งออกไทยปีนี้ชะลอตัว ประกอบกับบางอุตสาหกรรมการเติบโตสูงมากในปีที่ผ่านมา อาทิ อุตสาหกรรมยาง จึงฐานสูง แต่ปีนี้ความต้องการกลับมาปกติ ดังนั้นต้องพิจารณาข้อมูลในแต่ละอุตสาหกรรมอีกครั้ง”นางวรวรรณกล่าว


