หน้าแรก เศรษฐกิจ ทอท. โชว์กำไร...

ทอท. โชว์กำไรครึ่งปีแรกโตพุ่ง 2 พันล้าน พร้อมทุ่มงบฯกว่าแสนล้านพลิกโฉม 6 สนามบิน

1.07.23 | 16:27 น.

ทอท. โชว์กำไรครึ่งปีแรกโตพุ่ง 2 พันล้าน พร้อมทุ่มงบฯกว่าแสนล้านพลิกโฉม 6 สนามบิน รับทัพนักท่องเที่ยว

วันที่ 1 กรกฎาคม นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ตามที่ ทอท. ได้คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารในปี 2566 ไว้ว่าจะกลับมาที่ประมาณ 95 ล้านคนต่อปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น 142 ล้านคนต่อปีในปี 2567 หรือเทียบเท่ากับก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น ขณะนี้ปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ในรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2566 (1 ตุลาคม 2565-31 พฤษภาคม) มีผู้โดยสารใช้บริการทั้งสิ้น 66.38 ล้านคน เพิ่มขึ้น 170.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565

นายกีรติ กล่าวว่า โดยปริมาณดังกล่าว แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 34.31 ล้านคน เพิ่มขึ้น 635.7% และผู้โดยสารภายในประเทศ 32.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 61.3% ขณะที่มีเที่ยวบิน 422,900 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 79% แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 202,700 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 175.2% และเที่ยวบินภายในประเทศ 220,300 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 35.4%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงของเดือนพฤษภาคม 2566 เปรียบเทียบจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันกับช่วงก่อนโควิด-19 พบว่า ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ย 300,000 คนต่อวัน ฟื้นตัว 76.5% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้ ทอท. มั่นใจว่าจากการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น จะส่งผลให้ผู้โดยสารกลับมาเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ และจะเติบโตต่อเนื่องไต่ระดับในปี 2570 – 2572 คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารสูงถึง 200 ล้านคน

“เราคาดการณ์ว่าภาพรวมรายได้ในปีนี้จะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยครึ่งปีหลังจากนี้จะเติบโตสอดคล้องกับครึ่งปีแรกที่มีกำไร ประมาณ 2 พันล้านบาท”นายกีรติ กล่าว

Advertisement

นายกีรติ กล่าวว่า โดยระหว่างนี้ถือเป็นช่วงที่ต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถของการบริการภายในท่าอากาศยาน รองรับต่อการเติบโตของผู้โดยสาร ทอท.เตรียมแผนระยะสั้น โดยในเดือนกันยายนนี้ ทอท. เตรียมทดลองเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับผู้โดยสารอีก 216,000 ตารางเมตร

ขณะเดียวกัน ในอีกท่าอากาศยานที่เหลือ ทอท. ได้เข้าติดตั้งระบบด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาให้บริการ ได้แก่ เครื่อง CUSS (Common Use Self Service) สำหรับผู้โดยสารสามารถเช็กอินด้วยตนเอง และเครื่อง CUBD (Common Use Bag Drop) สำหรับให้ผู้โดยสารสามารถโหลดกระเป๋าสัมภาระได้เอง รวมไปถึงระบบส่งคืนถาดใส่สัมภาระอัตโนมัติ (Automatic Return Tray System: ARTS) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความคับคั่งในการรอต่อคิว ณ เคาน์เตอร์ตรวจบัตรโดยสาร และบริเวณจุดตรวจค้นผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ รวมไปถึงการเชื่อมต่อข้อมูลการบริการต่างๆ ของสนามบินไปไว้บนแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ เพื่อแก้ไขปัญหากระเป๋าสัมภาระล่าช้าเนื่องจากผู้ให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นไม่เพียงพอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ณ ทสภ.ของผู้ประกอบการรายที่ 3 พร้อมกับโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ทสภ.ของผู้ประกอบการรายที่ 3 แล้วเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 และขณะนี้ ทอท. อยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน พ.ศ.2562 ในส่วนของการคัดเลือกเอกชน คาดว่าจะได้ผู้ดำเนินการภายในปี 2567 ซึ่งจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาสัมภาระล่าช้าและรองรับสายการบินที่จะทำการบินมายังประเทศไทยได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ส่วนท่าอากาศยานดอนเมืองได้รับการอนุมัติโครงการพัฒนาระยะที่ 3 จากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบ โดยคาดว่าจะดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จในปี 2567 และจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2568 ซึ่งตามแผนงานจะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 เพื่อให้บริการผู้โดยสารระหว่างประเทศ มีพื้นที่บริการกว่า 160,000 ตารางเมตร หลังจากนั้นจะปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร 1 และอาคารผู้โดยสาร 2 ในปัจจุบัน เพื่อให้บริการผู้โดยสารภายในประเทศรวมพื้นที่กว่า 240,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้ ทดม.รองรับผู้โดยสารได้เป็น 50 ล้านคนต่อปี

“นอกจากนี้ จะมีการปรับปรุงระบบจราจรโดยจะก่อสร้างชานชาลารับ-ส่ง เป็น 6 ช่องจราจร รวมถึงก่อสร้างทางเชื่อมจากทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์เข้าสู่ชานชาลาผู้โดยสารขาออก และก่อสร้างทางขึ้นทางยกระดับฯ จากภายในท่าอากาศยานดอนเมือง ตลอดจนก่อสร้างจุดเชื่อมต่ออาคารผู้โดยสารไปยังรถไฟฟ้าสายสีแดงด้วย”นายกีรติ กล่าว

นายกีรติ กล่าวว่า สำหรับแผนระยะยาวใน 4-5 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2570 ใช้งบประมาณลงทุนทั้งหมดที่จะใช้ประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท เฉลี่ยใน 6 ท่าอากาศยาน ซึ่ง ทอท.จะใช้เงินลงทุนจากงบประมาณเป็นรายได้ของ ทอท. เอง โดยในช่วงแรกสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เงินลงทุนประมาณ 8 พันล้านบาท สนามบินดอนเมือง จะเป็น โครงการดอนเมืองระยะ 3 ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท

สำหรับสนามบินภูเก็ตและสนามบินเชียงใหม่ ใช้งบประมาณที่ท่าละ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในการออกแบบและมีการประมูลได้อาจจะแล้วเสร็จได้ปลายปี 2567 ขณะที่สนามบินเชียงรายและสนามบินหาดใหญ่ ไม่ได้เป็นการสร้างเทอร์มินอลใหม่ แต่เป็นงบประมาณที่ดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการในสนามบิน มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท

“การดำเนินการเป็นแนวทางของสภาพัฒน์ ที่เริ่มจากการสร้างอีสท์ และเวสท์ โดย ทอท. จะเอาจุดที่เรามีงบประมาณพร้อมและมีมติ ครม. รองรับหากพร้อมดำเนินการก็จะดำเนินการไปก่อน และต่อจากนี้ที่เหลือจะทำนอร์ท หรือเซาธ์ ก็ต้องไปดูที่แผนแม่บทกันอีกครั้งหนึ่ง”นายกีรติ กล่าว