ปธ.เอสเอ็มอี เผยใจชุดใหญ่ ทำไมธุรกิจต้องจี้ตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงกรณีการเมืองวุ่นๆ ทั้งเรื่องตัวบุคคลนั่งนายกฯ และประธานสภาฯ นั้น ในฐานะนักธุรกิจ มองว่าต้องดำเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยการสร้างความเข้มแข็งระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มุ่ง 5 ส คือ (สร้างการมี) ส่วนร่วม (รักษา) สัจจะ (เจรจา) สร้างสรรค์ (มุ่งแนวทาง) สันติวิธี (ทำให้ประเทศสงบสุข) และ (รู้รัก) สามัคคีปรองดอง บนกติกาที่คำนึงถึงเสียงประชาชนที่เลือกเข้ามาบริหารบ้านเมืองร่วมมองหาหนทางออกที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย ต้องยืดหยุ่นเน้นทางสายกลางที่ยึดโยงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภาคเอกชนมองเสถียรภาพการเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวเร่งการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศที่จะลงทุนในประเทศไทย และความเร่งด่วนในการขับเคลื่อนนโยบาย มาตรการ งบประมาณภาครัฐที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง
นายแสงชัย กล่าวถึงสถานการณ์การทำธุรกิจของเอสเอ็มอีในขณะนี้ นั้น สถานการณ์การส่งออกโดยรวมของประเทศในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน มีมูลค่า 3,110,977 ล้านบาท และการนำเข้าโดยรวมของประเทศ 3,305,763 ล้านบาท ซึ่งขาดดุลการค้า 194,786 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนและผ่านแดนช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2566 มีมูลค่ารวม 742,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.85% โดยมีมูลค่าการส่งออก 420,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.26% และมูลค่าการนำเข้า 321,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.62% ได้ดุลการค้า 98,824 ล้านบาท
ส่วนสถานการณ์ส่งออกของเอสเอ็มอี เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ปี 2566 มีมูลค่า 399,850 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนของผู้ประกอบการรายย่อย (Micro Enterprises) มูลค่า 58,582 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15 ผู้ประกอบการรายย่อม (Small Enterprises) มูลค่า 115,793 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29 และผู้ประกอบการรายกลาง (Medium Enterprises) มูลค่า 225,476 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 56 ซึ่งมูลค่าส่งออกตลาดหลักของเอสเอ็มอี 3 อันดับแรก คือ สหรัฐอเมริกา 68,468 ล้านบาท จีน 69,105 ล้านบาท และญี่ปุ่น 24,704 ล้านบาท ส่วนสถานการณ์นำเข้าของเอสเอ็มอี เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ปี 2566 มีมูลค่า 449,308 ล้านบาท ซึ่งขาดดุลการค้าในช่วงดังกล่าวง 49,458 ล้านบาท
นายแสงชัย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญของข้อจำกัดในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคการส่งออก คือ การหาแหล่งวัตถุดิบคุณภาพที่มีต้นทุนต่ำ การพัฒนาแรงงานทักษะสูงรองรับการผลิตสมัยใหม่ การเข้าถึงเทคโนโลยีเครื่องจักรนวัตกรรมที่ทันสมัย การเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพในซัพพลายเชนของธุรกิจ การขยายและเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และมาตรการเชิงรุกในการลดการนำเข้าในสินค้าจากต่างประเทศที่สามารถส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศผลิตและใช้เองเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวและภาคบริการ ในช่วงครึ่งปีแรกของ ปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ประมาณ 10.7ล้านคน เปรียบเทียบในช่วงเดียวกัน ปี 2565 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า +700% โดยจำนวนนักท่องเที่ยว 5 ชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด คือ มาเลเซีย 1,696,358 คน จีน 1,131,231 คน รัสเซีย 740,840 คน เกาหลีใต้ 640,801 คน และอินเดีย 604,963 คน ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบการสร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยวของต่างชาติในช่วงมกราคมถึง 15 พฤษภาคม 2566 มูลค่ากว่า 391,000 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.47 ล้านคน โดย ททท. มีเป้าหมายรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 2.38 ล้านล้านบาทในปี 2566 หรือประมาณร้อยละ 80 โดยเปรียบเทียบรายได้จากปี 2562 (ก่อนโควิด) 3 ล้านล้านบาท
นายแสงชัย กล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวและบริการ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบนิเวศน์การท่องเที่ยวและภาคบริการที่ส่งผลให้เกิดการขยายตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและในประเทศเพิ่มมากขึ้น อาทิ ที่พัก โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ภัตตาคาร ทัวร์ ขนส่ง ให้เกิดการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐในการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการท่องเที่ยว ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบประกันภัยและสุขภาพ เมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวไทย โครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อเส้นทางการเดินทางคมนาคม การกระจายรายได้สู่เมืองท่องเที่ยวรอง การพัฒนาสร้าง Soft Power ท้องถิ่นที่สร้างสรรค์ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี การแสดง อาหาร แฟชั่น มวยไทย เป็นต้น ทั้งนี้การประชาสัมพันธ์ สื่อสารสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวไทยเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นสิ่งที่จะนำไปเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง การปรับปรุงธุรกิจที่ทันสมัยประยุกต์ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถฟื้นฟูธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับสถานการณ์การค้าส่ง การค้าปลีก แม้ว่าปี 2566 จะมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นจากปี 2565 แต่ปัจจัยสำคัญที่ยังไม่ฟื้นตัวดีเท่าที่ควรเนื่องจากสถานการณ์ต้นทุนของผู้ประกอบการภาคการผลิตสูงขึ้น ราคาพลังงานไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้กำลังซื้อลดลง และส่งผลต่อหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงเกือบร้อยละ 90 ของ GDP อำนาจการซื้อผู้บริโภคลดลง อีกทั้งการเข้ามาของทุนต่างชาติในธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีกที่รุกคืบและส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต้องเร่งปรับตัวในการนำดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจเพิ่มมากขึ้น การลีนธุรกิจ (Lean) ให้มีขีดความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายต้นทุนส่วนเกินออก สร้างรายได้ด้วยสื่อสมัยใหม่ และ Creative content รวมทั้งการสร้างแบรนด์ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในพื้นที่หรือท้องถิ่นที่ใกล้ชิดและให้เกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจในการร้านค้า
ในส่วนสถานการณ์ธุรกิจการเกษตรและภาคเกษตรที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้าเกษตร ปี 2565 มีมูลค่ากว่า 1.816 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นจากปี 2564 ที่มีมูลค่า 1.498 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าการนำเข้า ปี 2565 ประมาณ 720,000 ล้านบาท ได้ดุลการค้าภาคสินค้าเกษตรประมาณ 1.097 ล้านล้านบาท แม้ว่าเกษตรกรต้องเผชิญต้นทุนปุ๋ย อาหารสัตว์ ปัจจัยวัสดุอุปกรณ์การเกษตร ต้นทุนพลังงานไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งภาครัฐควรเร่งแก้ปัญหาในการดำเนินนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญโดยผู้ประกอบการภายในประเทศ ลดการนำเข้า พึ่งพาตนเองใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนกระจายโอกาส กระจายรายได้ให้เศรษฐกิจฐานรากมากยิ่งขึ้น และภาครัฐควรบริหารต้นทุนพลังงานที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อต้นทุนเกษตรกร เอสเอ็มอี และประชาชน สร้างภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมตามมา
นายแสงชัย กล่าวถึงความคืบหน้าหลังสมาพันธ์ฯได้พบปะนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และคณะผู้บริหารพรรคก้าวไกล ว่า ทาง ก. ก. มีความเข้าใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ดีมากโดยแนวทางการแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีที่ตรงกันและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางนโยบายรัฐบาลในอนาคตที่จะตอบสนองความต้องการพัฒนาระบบนิเวศน์เศรษฐกิจฐานรากไปสู่ความยั่งยืน ทั้งการเพิ่มสัดส่วน GDP SME เพิ่มจำนวน มูลค่าและสัดส่วนเอสเอ็มอีภาคการส่งออก ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและภาคแรงงานแบบวงจรคู่ขนาน การส่งเสริมบ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีฐานนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ เข้าถึงกลไกการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน การส่งเสริมเอสเอ็มอีเพิ่มรายได้ด้านการลงทุนทั้งในประเทศ เน้นลดการนำเข้าพึ่งพาตนเองและต่างประเทศ เน้นการหารายได้เข้าประเทศ การแก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ การขยายตลาดในประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน และต่างประเทศรวมทั้งการปฏิรูประบบ Blockchain Technology ในการเชื่อมโยงรัฐ เอกชนและประชาชนในการขออนุญาตต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว ลดต้นทุน โปร่งใส ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลได้ และมีธรรมาภิบาล ลดการเกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
นายแสงชัย กล่าวถึงมุมมองและข้อเสนอแนะทางออกการเมืองในวันนี้ ว่า สถานการณ์การพัฒนาระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประชาชน คนรุ่นใหม่มีความตื่นตัว มีความรู้ มีความเข้าใจ และมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น อีกทั้งรูปแบบ ช่องทางการสื่อสารการเมืองที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพที่หลากหลายทำให้การเมืองวันนี้และอนาคตเป็นเรื่องที่อยู่ในวิถีชีวิตและเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่าทิศทางการเมืองไทย เอสเอ็มอีต้องการการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศนเศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าหน้าตารัฐบาลจะเป็นสูตรใดก็ต้อง เคารพกฏหมายและเสียงประชาชน มีความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลง ร่วมแรงร่วมใจสามัคคีปรองดอง เพื่อทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านอย่างสร้างสรรค์ไปสู่ความยั่งยืนเป็นประเทศชั้นนำในโลก
” พรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาลในอนาคตอันใกล้ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศน์เศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ร่วมมือกันอย่างจริงจังเน้นความต่อเนื่อง และมีระบบการส่งไม้ต่อในกลไกต่างๆที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันทุกภาคส่วน เปลี่ยนกับดักเป็นกับข้าวให้ประชาชนคนไทยได้อยู่ดีกินดี หลายเรื่องรอการแก้ไข การตั้งรัฐบาลล่าช้า ทุกอย่างก็ยิ่งล่าช้าและแย่ลง ” นายแสงชัย กล่าว

