โรงแรมเล็กเตรียมเฮ หลัง ‘มท.’ ปลดล็อคกฎหมายดึง 5 หมื่นแห่งเข้าระบบเพิ่ม
นายมโนสิทธิ์ แจ้งจบ ประธานอนุกรรมการที่พักแรมขนาดเล็ก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กจะสามารถเข้าระบบตามกฎหมายได้ หลังจากกระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงกฎกระทรวงฯ เพิ่มเติม โดยออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2566 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญได้ขยายระยะเวลาของกฎกระทรวงจากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 18 สิงหาคม 2567 ไปสิ้นสุดในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นอีก 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก มีเวลาในการแก้ไขดัดแปลงอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ทัน
“การปลดล็อคกฎหมายโรงแรมขนาดเล็กจะทำให้ที่พักแรมกว่า 50,000 แห่ง มีห้องพักรวมกว่า 2 ล้านห้อง สามารถเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ นำไปสู่การได้มาตรฐานการพัฒนาเรื่องความปลอดภัย การต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย การสร้างรายได้ให้กับประเทศ และการสร้างงานไม่ต่ำกว่า 500,000 ตำแหน่ง และการจ่ายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยโรงแรมขนาดเล็กทั้ง 50,000 แห่ง สามารถยื่นขอใบอนุญาตได้ แต่ต้องเปลี่ยนประตูลามไฟหรือไม่ลามไฟ เพิ่มถังดับเพลิง แบบต้องทำใหม่ทั้งหมด และต้องขอใบอนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารหรือแบบ อ.4 โดยมีเงื่อนไขว่าต้องยื่นขอใบอนุญาตภายใน 2 ปี และต้องเป็นโรงแรมเก่าที่ก่อสร้างก่อนปี 2559 ส่วนอาคารใหม่ต้องสร้างตามกฎหมายใหม่เท่านั้น” นายมโนสิทธิ์ กล่าว
นายมโนสิทธิ์ กล่าวว่า กฎกระทรวงฯ ฉบับที่ 4 ยังได้ปลดล็อกส่วนที่เคยเป็นอุปสรรคอื่นๆ ด้วย โดยมีการผ่อนผันให้อาคารที่มีอยู่ก่อนวันที่ 19 สิงหาคม 2559 ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับที่ว่างของอาคาร ช่องทางเดินในอาคาร ความกว้างของบันได ระยะถอยร่นแนวอาคาร ระยะดิ่งของอาคาร และที่จอดรถ แต่อาคารที่จะเปลี่ยนการใช้ไปเป็นโรงแรมที่พักดังกล่าวต้องมีความมั่นคงแข็งแรงและมีระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยและด้านอื่นๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
นายมโนสิทธิ์ กล่าวว่า รวมถึงยังมีร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทและกฎเกณฑ์โรงแรม พ.ศ…. เพิ่มเติม กฎกระทรวงกำหนดประเภทและกฎเกณฑ์โรงแรม พ.ศ. 2551 อีกหนึ่งฉบับ โดยเพิ่มห้องพักไม่เกิน 30 ห้อง แต่ไม่รวมที่พักแรมที่เป็นเต็นท์ บ้านต้นไม้ ข้อกำหนดแสงสว่างทางเดิน เนื่องจากทางปกครองไม่รู้คุณสมบัติหรือลักษณะที่ต้องการ (สเปก) จึงได้มอบอำนาจกรมโยธาธิการ ในการออกสเปกที่พักแรมประเภทบ้านต้นไม้ เต็นท์ อาคารประเภทอื่นเพิ่มเติมอีกฉบับ คือ ร่างกฎกระทรวง กำหนดลักษณะและระบบความปลอดภัยอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม สำหรับห้องพักไม่เกิน 8 ห้อง 30 คน และไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดการยื่นใบอนุญาตสามารถใช้ได้ตลอด
นายมโนสิทธิ์ กล่าวว่า ในการขอใบอนุญาตจะมีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มาช่วยให้คำปรึกษา ในการออกแบบและค่าใช้จ่าย 80% ผู้ประกอบการออกค่าใช้จ่ายเอง 20% ซึ่งขณะนี้กำลังทำแบบให้รายย่อยอยู่ ส่วนแหล่งเงินทุนที่จะใช้เพื่อปรับปรุงห้องพักนั้น จากการเข้าพบกระทรวงการคลังที่ผ่านมาได้ข้อสรุปว่า สามารถนำใบที่อยู่ระหว่างการซ่อมอาคารยื่นเพื่อกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ในอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกัน และหลังจากได้รับอนุญาตให้นำใบ อ.4 ไปยื่นกับผู้ว่าจังหวัดภูเก็ตและโยธาธิการจังหวัด
นายมโนสิทธิ์ กล่าวว่า การที่ขยายระยะเวลาการยื่นขออนุญาตปรับปรุงแก้ไขอาคาร ออกไปอีก 2 ปีตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2566 แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีจำกัดทำให้สามารถตรวจสอบอาคารได้เพียง 8-10 โรงแรมต่อสัปดาห์เท่านั้น โดย 1 ปีจะสามารถตรวจสอบได้เพียง 100 โรงแรม ทั้งโรงแรมขนาดเล็กเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตที่ปัจจุบันเหลืออีกกว่า 4,600 แห่ง จาก 10,000 แห่ง หากสามารถตรวจสอบได้เพียงปีละ 100 แห่ง อาจต้องใช้เวลา 40 ปี จึงจะได้ครบทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหน่วยงานราชการไม่ใช่ความไม่พร้อมของผู้ประกอบการ
“ที่ผ่านมาท้องถิ่นมีการผ่อนปรนมาตลอด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเหล่านี้จึงได้ออกกฎหมายใหม่ขึ้นมา ถือเป็นการทำคลอดครั้งใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาโรงแรมขนาดเล็กประสบกับปัญหาสถานประกอบการพัง อาทิ ฝ้าเพดานพัง จะพักอย่างไร สมมติโรงแรมมี 10 กว่าห้อง แต่เปิดได้เพียง 3 ห้อง กัดฟันนำเงินในกระเป๋าออกมาซ่อมแซมเท่าที่ทำไหวก่อน ทำให้ช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยช่วงแรกหลังเปิดประเทศ เราไม่สามารถรองรับได้เท่าที่ควร เทียบภาพเป็นแขกมาเหมือนน้ำไหลออก แต่เราไม่มีตุ่มที่จะกักเก็บน้ำไว้ได้” นายมโนสิทธิ์ กล่าว

