‘วีระศักดิ์’ ไม่ฟันเลือกโหวตนายกฯ ขอทบทวนปิดสวิตช์ ส.ว. ย้ำชุมนุมได้แต่ต้องไม่รุนแรง
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยในกรณีการโหวตนายกรัฐมนตรี ว่าจะโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ภายหลังขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษในงาน “ขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยให้เป็นหนึ่ง” ของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) โดยเบื้องต้นตอนนี้ในฝั่งของส.ว. ต่างฝ่ายต่างระมัดระวังที่จะไม่คุยกัน เพราะไม่มีพรรคการเมืองในวุฒิสภา ซึ่งมาจากคนที่มีความหลากหลายแตกต่าง จากสารพัดอาชีพและพื้นที่ ทุกคนไม่สามารถกลับมาเป็น ส.ว. ได้อีกตลอดชีวิตตามรัฐธรรมนูญ ทำให้แต่ละคนมีวิธีคิดและการกำหนดท่าทีของตัวเองที่แตกต่างกันไป
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า มีการวิเคราะห์ซีนาริโอในวันโหวตเลือกนายกฯ จะมีฝูงชนลงถนนเพื่อกดดันการตัดสินใจของ ส.ว.นั้น ต้องบอกว่าตัวเองเคยถูกล้อมอยู่ในสภามาแล้วหลายรอบ แต่ละรอบก็ให้การเรียนรู้ ทั้งคนถูกล้อมและผู้ล้อม และไม่มีการล้อมครั้งใดที่ดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่มีการล้อมครั้งใดที่ดีต่อภาคธุรกิจ แต่ในกระบวนการประชาธิปไตย การชุมนุมกับการล้อมไม่เหมือนกัน เพราะเคยอยู่ในรัฐสภาอู่ทองในในวันที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองล้อม ซึ่งเคยเป็นประธานบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในวันที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกันในเมืองเช่นกัน จึงได้เห็นการออกแบบของรัฐสภาแห่งใหม่นี้ เพื่อรองรับผู้ชุมนุม คือไม่มีรั้ว และมีพื้นที่ขนาดใหญ่ไว้พร้อมรับการชุมนุม
“การชุมนุมเป็นสิ่งจำเป็นและต้องยอมให้มีในระบอบประชาธิปไตย เพราะความเห็นของคนไม่ต้องเหมือนกันแต่ว่าความรุนแรงต่างหากที่ไม่ว่าจะมีชุมนุมหรือไม่มีชุมนุม ก็ไม่มีใครอยากจะให้ความรุนแรงเกิดขึ้น โดยการชุมนุมที่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ก็มีให้เห็นมามากต่อมาก เป็นศิลปะของทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและผู้ถูกชุมนุม ว่าจะมีวิธีในการสื่อสารกองเชียร์ การสื่อสารกับผู้ถูกชุมนุม สื่อสารภาคประชาสังคมอย่างไร หากสื่อสารเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ครบ 3 ฝ่าย ก็จะทำให้เรื่องนั้นดูเหมือนจะยังไม่จบ การชุมนุมไม่เคยมีเลยที่จะสามารถลงได้โดยไม่คุยให้เข้าใจเรื่องเดียวกันทั้ง 3 ฝ่าย” นายวีระศักดิ์ กล่าว

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาตัดสินใจโหวตเลือกนายกฯ มีอะไรบ้างนั้น มองว่าเป็นคำถามเบื้องต้น แต่เรื่องที่ย้อนไปก่อนหน้านั้นคือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กระแสเสียงในการเรียกร้องและยื่นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเข้าไปในรัฐสภาเพื่อขอให้ ส.ว. ปิดสวิตช์อย่ามายุ่งกับการเลือกนายกฯนั้น สำหรับตนคือหนึ่งในน้อยคนที่ได้โหวตปิดสวิตช์ตัวเองไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ส่วนรอบนี้จะปิดสวิตช์ตัวเองอีกรอบหรือไม่นั้น ตนอยู่ระหว่างทบทวน โดยยืนยันว่าขณะนี้ ความคืบหน้าของพรรคก้าวไกลในการพูดคุยกับ ส.ว. ยังไม่ทราบเลย เพราะปิดสมัยประชุมฯ ไม่ได้เจอกัน และ ส.ว. เขาก็เป็นผู้ใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่มีใครไปแทรกแซงถาม เว้นแต่ว่าจะมีการคุยกันวงเล็ก 4-5 คน
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ถามว่าควรมีการหารือพูดคุยกันหรือไม่ มองว่าในเรื่องการเมืองต้องไม่นำไปสู่ทางตัน ซึ่งยังมองเห็นว่าการเมืองยังไม่ไปถึงทางตัน และสังเกตดูว่าต่างฝ่ายต่างระมัดระวังกองเชียร์อยู่ เพื่อไม่ให้กองเชียร์เกิดอารมณ์เร็วเกินไปหรือแรงเกินไป นี่คือการเมืองของจริง การเมืองที่แท้จริงไม่ใช่อยู่ที่ว่าใครชนะ การเมืองที่แท้จริงคือบ้านเมืองชนะ โดยอยากให้ลองตอบคำถามตัวเองเหมือนกันว่า หลักการของ 2 ปีที่ผ่านมากับหลักการของปีนี้ ทำไมมันถึงได้กลับแบบ 180 องศา เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีการเรียกร้องว่า ส.ว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อย่ามายุ่งกับการเลือกนายกฯ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน ไม่ควรจะมายุ่ง แต่พอมาวันนี้บอกว่า ส.ว. ห้ามปิดสวิตช์ ต่างจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่เรียกร้องให้มีการปิดสวิตช์ แต่พอมาวันนี้เรียกร้องให้เปิดสวิตช์ ตกลงหลักการที่ถูกต้องจะให้เอาอย่างไร
“ในการโหวตรอบก่อน ตัวเองได้ปิดสวิตช์ไป ก็ไม่มีใครชมนะ แต่ก็ไม่มีใครมาด่า ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าจะทำเรื่องทั้งหมดนี้ด้วยหลักการหรือว่าด้วยอารมณ์ รวมถึงในช่วงที่ผ่านมา ผมไม่ได้อยู่ร่วมกระบวนการขัดแย้งกับใคร ไม่ว่าจะเป็นยุคของกีฬาสีชุดไหนก็ตาม เราก็ไม่เคยไปอยู่ในความขัดแย้งนั้น เพราะการเข้าไปอยู่ในกีฬาสี ไม่ช่วยอะไรกับภาคท่องเที่ยวแน่นอน” นายวีระศักดิ์ กล่าว

