‘ทรีนีตี้’ ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3/66 ทำจุดต่ำสุด ศก.โต-ตั้งรัฐบาลชัดหนุนฟื้นตัว

5.07.23 | 17:01 น.

‘ทรีนีตี้’ ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3/66 ทำจุดต่ำสุด ศก.โต-ตั้งรัฐบาลชัดหนุนฟื้นตัว

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกในไตรมาส 3/2566 มีโอกาสปรับตัวลดลง เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง และสภาพคล่องทั่วโลกจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะกดดันให้ตลาดหุ้นโลกและไทยในช่วงไตรมาส 3 อ่อนแอลงได้ โดยหากประเมินในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ พบว่าสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัว และทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ทั่วโลกยังคงอ่อนแอ ทำให้ตลาดหุ้นจะขึ้นต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเติบโตเศรษฐกิจ หลังดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐน่าจะถึงจุดสูงสุดในปลายไตรมาส 3 รวมถึงความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีออกมามากขึ้น และความมีเสถียรภาพในช่วงถัดจากนี้ด้วย โดยดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,450 จุด ถือว่าถูกเป็นอันดับที่ 5 ในรอบ 16 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับการเกิดโควิด-19 รอบ 2 ในกลางปี 2565 และถือเป็นจุดที่น่าลงทุนในระยะกลาง มูลค่าหุ้น (แวลูเอชั่น) ปัจจุบัน P/BV ที่ 1.44 เท่า

“ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงกำลังสะท้อนความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล และนโยบายที่มีผลต่อตลาดทุน ทำให้เห็นนักลงทุนขายสุทธิกว่า 1 แสนล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2566 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนพฤษภาคมที่ขายกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.3 หมื่นล้าน แต่คาดว่าการขายของนักลงทุนต่างประเทศลดลงในครึ่งหลังของปีนี้ จากปัจจัยบวกที่จะหนุนเศรษฐกิจคือ การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวกลับมาและมีสัดส่วนมากกว่า 10% ของจีดีพี รวมถึงการส่งออกไทย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวไตรมาส 4/2566 ซึ่งปกติการส่งออกของไทยจะเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 21,000-23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยฐานที่ต่ำในไตรมาส 4 ระดับ 21,933 ล้านเหรียญสหรัฐ อาจทำให้เห็นการเติบโตของส่งออกได้” นายวิศิษฐ์กล่าว

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยอย่างจริงจังในปลายไตรมาส 3/2566 ซึ่งจะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบสนองในทางบวกในไตรมาส 4 ในทางกลับกัน หากเฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ยทันทีตลาดหุ้นมักให้ผลตอบแทนเป็นลบ เพราะเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เฟดยังส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยอีกเนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลข Core PCE โดยที่ FOMC คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในไตรมาส 3 นี้ (อาจจะเป็นปลายเดือนกรกฎาคม) เพราะยังไม่สบายใจกับตัวเลข Core PCE ที่ยังไม่ปรับตัวลดลงที่ยังคงอยู่ระดับ 4.7%

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นในไตรมาส 4/2566 น่าจะฟื้นตัว หลังจากผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วช่วงไตรมาส 3 จากปัจจัย ได้แก่ 1.การอ่อนแอของดอลลาร์สหรัฐ และในไตรมาส 1/2567 เฟดมีโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.มองตลาดทุนในตลาดเกิดใหม่จะ Outperform ในไตรมาส 4 เนื่องจากในเอเชียได้ผลกระทบจาก Interest shock น้อยกว่าตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนา ส่วนไตรมาส 3 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะ Outperform ตลาดหุ้นจีนที่เริ่มมีการฟื้นตัว 3.มอง Bond Yield 10 ปีของสหรัฐได้ถึงจุดสูงสุดไปแล้วที่ระดับ 4.3% หรือกว่า 8 เดือนแล้ว แต่ Fed Fund Rate อาจถึงจุดสูงสุดในไตรมาส 3 และหยุดการขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงมอง กนง.ของประเทศไทยจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในไตรมาส 3

ทั้งนี้ สภาพคล่องในตลาดโลกกำลังลดลงจาก 7 สาเหตุ ได้แก่

Advertisement

1.เฟดอาจจะต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดซับเม็ดเงินกว่า 6.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในครึ่งปีหลังของปี 2566 ผ่าน Treasury General Account ซึ่งเป็นผลจากมาตรการแก้ไขปัญหาเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Ceiling)

2.ธนาคารกลางยุโรปจะต้องคืนเงิน LTRO กว่า 4.8 แสนล้านยูโร ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้

3.Dot Plot ของเฟด มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.25% 0.50% ในไตรมาส 3 หลังจากที่เฟดได้หยุดการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน

4.ความสนใจในการทำมาตรการคิวทีของเฟด อาจมีอีกครั้งและอาจถึงเดือนละ 9.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 7.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะนำไปสู่การแข็งค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นมากกว่า 2-3% แต่เป็นรอบท้ายๆ ของการแข็งค่าของดอลลาร์

สัญญาณทางตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งตลาดการเงิน และเศรษฐกิจทั่วโลก กำลังบ่งบอกเศรษฐกิจกำลังถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ เช่น Inverted Yield Curve ของ Bond Yield สหรัฐ ที่อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1982 บ่งบอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ กำลังเข้าสู่การถดถอยในไตรมาส 4 ปีนี้ หรือปีหน้า และตัวเลข PMI ที่ตกต่ำลง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐอาจจะลดลงจากปัจจุบัน 2 แสน-3 แสนตำแหน่งต่อเดือน มาสู่ระดับต่ำกว่า 1 แสนตำแหน่งต่อเดือนในไตรมาส 4

5.สำหรับ SET Index ปริมาณเงินในระบบของไทย (M2 growth) เติบโตต่ำสุดในรอบ 15 ปี นับจากปี 2551 โดย M2 growth จะเป็นตัวชี้นำของ SET Index ล่วงหน้า และการมีส่วนร่วมของนักลงทุนรายบุคคลจะลดลง อย่างมีนัย แต่นักลงทุนสถาบันจะเป็นฝ่ายซื้อสุทธิเนื่องจาก Earning Yield Gap ของตลาดหุ้น เมื่อเปรียบเทียบกับพันธบัตรไทยอยู่ในระดับน่าสนใจ บ่งบอกดัชนีเป้าหมายที่ 1,552 จุด

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ด้านกลยุทธ์มองว่าการลงทุนใน Mega Trend อาทิ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเอลนิโญ ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นในครึ่งแรกของปี 2567 หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI Growth ทั่วโลก และหุ้นไทยที่มีการเติบโตทั้ง Yoy และ QoQ ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา อาทิ BBL BEM CPALL CPAXT KTB MINT และมองกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Searching for Yields (เงินปันผลมากกว่าอัตราผลตอบแทนรัฐบาล 10 ปี)