หน้าแรก เศรษฐกิจ โรงแรมเล็กเฮค...

โรงแรมเล็กเฮคลายล็อก 2 ล้านห้องเข้าระบบ

6.07.23 | 05:45 น.

โรงแรมเล็กเฮคลายล็อก 2 ล้านห้องเข้าระบบ

ภาคการท่องเที่ยวไทย อยู่ระหว่างฟื้นตัว สะท้อนได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2566 สะสมถึง 13 ล้านคนแล้ว แต่หากเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในปี 2562 ที่มีเข้ามาเกือบ 40 ล้านคน ตัวเลขการเข้ามาในช่วงครึ่งแรกของปีก็ถือว่ายังไม่ได้เป็นอัตราที่เร่งตัวได้ดีมากเท่าที่ควร เพราะยังเหลือช่องว่างอีกค่อนข้างมาก

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์เดียวที่มีความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นความหวังเดียว ก็ต้องสนับสนุน และกระตุ้นกันอย่างเต็มที่

ล่าสุด กระทรวงมหาดไทย ได้ปรับปรุงกฎกระทรวงเพิ่มเติม โดยออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2566 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา อนุญาตให้ขยายระยะเวลาของกฎกระทรวงจากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 18 สิงหาคม 2567 ไปสิ้นสุดในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นอีก 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก มีเวลาในการแก้ไขดัดแปลงอาคารที่ก่อสร้างไว้แล้วให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ทัน

รวมถึงยังมีร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทและกฎเกณฑ์โรงแรม พ.ศ. … เพิ่มเติม กฎกระทรวงกำหนดประเภทและกฎเกณฑ์โรงแรม พ.ศ.2551 อีกหนึ่งฉบับ โดยเพิ่มห้องพักไม่เกิน 30 ห้อง แต่ไม่รวมที่พักแรมที่เป็นเต็นท์ บ้านต้นไม้ ข้อกำหนดแสงสว่างทางเดิน เนื่องจากทางปกครองไม่รู้คุณสมบัติหรือลักษณะที่ต้องการ (สเปก) จึงได้มอบอำนาจกรมโยธาธิการ ในการออกสเปกที่พักแรมประเภทบ้านต้นไม้ เต็นท์ อาคารประเภทอื่นเพิ่มเติมอีกฉบับ คือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะและระบบความปลอดภัยอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม สำหรับห้องพักไม่เกิน 8 ห้อง 30 คน และไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดการยื่นใบอนุญาตสามารถใช้ได้ตลอด

Advertisement

การปลดล็อกกฎหมายโรงแรมขนาดเล็กดังกล่าวนี้ คาดว่าจะทำให้ที่พักแรมกว่า 50,000 แห่ง มีห้องพักรวมกว่า 2 ล้านห้องเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ นำไปสู่การได้มาตรฐานการพัฒนาเรื่องความปลอดภัย การต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย การสร้างรายได้ให้กับประเทศ และการสร้างงานไม่ต่ำกว่า 500,000 ตำแหน่ง และการจ่ายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น

มาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) บอกว่า การปรับเงื่อนไขและกฎเกณฑ์เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมหรือที่พักแรมทุกขนาด เข้าไปอยู่ในระบบ หรือเข้าไปอยู่ภายใต้กฎหมาย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาคการท่องเที่ยวไทย ที่ต้องมีความยั่งยืนมากขึ้น

ในอนาคต เนื่องจากสถานประกอบการที่รองรับนักท่องเที่ยวในการเข้าพัก ไม่ได้มีแค่โรงแรม หรือมีขนาดเล็กเท่านั้น เหมือนในสมาคมก็มีสมาชิกเป็นโรงแรมขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งล้วนอยู่ในระบบถูกต้องตามกฎหมายกันหมด แต่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน โรงแรมที่อยู่นอกระบบมีจำนวนมาก หากเทียบกับโรงแรมที่อยู่ในระบบตามกฎหมาย

ธุรกิจโรงแรมที่จะเข้ามาปฏิบัติตามกฎหมายอยู่ในระบบมากขึ้น จะส่งผลในด้านความเป็นธรรมของการทำธุรกิจอย่างแน่นอน เพราะมีการเสียภาษี และดำเนินตามขั้นตอนต่างๆ เท่าเทียมกัน เพราะโรงแรมที่ต้องจดทะเบียนประกอบกิจการตามกฎหมาย จะต้องได้รับใบอนุญาตและทำตามขั้นต่างๆ เยอะแยะไปหมด จึงอยากให้ผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบ รับนักท่องเที่ยวและให้บริการอยู่ในปัจจุบัน เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อความเท่าเทียมทางธุรกิจ รวมถึงกฎหมายก็ต้องปรับตัวให้ทันโลกปัจจุบันด้วย เพราะหากมีเอกชนในระบบมากขึ้น รัฐบาลก็จะมีรายได้มากขึ้นจากการเก็บภาษีด้วย นายกสมาคมโรงแรมไทยระบุ

ด้าน มโนสิทธิ์ แจ้งจบ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนโรงแรมขนาดเล็ก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เสริมว่า ต่อสู้เรื่องกฎหมายโรงแรมขนาดเล็กมาตั้งแต่ปี 2561 ขอให้ปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมจนถึงวันนี้ มีข่าวดีปลดล็อกโรงแรมทุกขนาด ทุกคนค่อนข้างดีใจ เพราะเป็นสิ่งที่รอคอยมาตลอด 5-6 ปี ทุกคนมีความหวัง ตื่นตัวที่จะรีบดำเนินการ ซึ่งได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตถึงวิธีดำเนินการ ซึ่งมีในส่วนของท้องถิ่นอำเภอและจังหวัดตามขั้นตอน ต้องทำให้แล้วเสร็จภายในกฎหมายกำหนด

ในประเทศไทยมีโรงแรม 85,000 โรงแรม มีใบอนุญาตแล้ว 14,000 โรงแรม แต่อีก 70,000 โรงแรมไม่มีใบอนุญาตเมื่อกฎหมายผ่าน คิดว่าน่าจะผ่านครึ่งๆ ซึ่งยังมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ อีก ในส่วนของจังหวัดภูเก็ต มีประมาณ 4,600 โรงแรม มีใบอนุญาตกว่า 800 โรงแรม ที่เหลือกว่า 3,000 แห่งยังไม่มีใบอนุญาต คิดว่าประมาณครึ่งๆ เหมือนกันที่จะผ่านภายใต้กฎหมายนี้ จะได้อานิสงส์ของโรงแรมขนาดเล็กที่มีขนาด 1-29 ห้อง ซึ่งจะปลดล็อก ส่วนโรงแรมที่ขนาดใหญ่กว่านี้ยังต้องติดกฎหมายสิ่งแวดล้อม มโนสิทธิ์ให้ข้อมูล

ขณะที่ อำนาจ ดวงสิงห์ นายกสมาคมที่พักบูติก จ.เชียงใหม่ ระบุว่า โรงแรมขนาดเล็กที่อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งจังหวัดเชียงใหม่มี 6,000 แห่ง มีแค่ 600 แห่ง ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง นอกนั้นยังอยู่นอกระบบ เพราะกฎหมายเดิมมีผลต่อนายทุน แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามระบบรัฐ จะมีรายได้เข้าระบบแบบเต็มๆ ทั้งภาษี รายได้ต่อห้อง ทุกวันนี้เงินหายไปจากระบบที่ถูกต้อง ไปเข้ามือคนอื่นในลักษณะคล้ายๆ ร้านเหล้า ที่เปิดกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แต่ไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง รายได้ไม่เข้ารัฐ แต่เข้ากระเป๋าที่อื่น

โรงแรมขนาดเล็กแบบเราจะต้องปรับเปลี่ยน หากถามว่ายากไหม ก็ยาก เพราะโรงแรมเล็กๆ หรือบูติก โครงสร้างเดิมมาจากอาคารเดิม จะติดปัญหาการควบคุมอาคาร ปัญหาผังเมือง และเทศบัญญัติท้องถิ่น เช่น ที่พักขนาดเล็ก โฮสเทล ส่วนใหญ่ปรับมาจากบ้านหลังเล็กๆ หรือห้องแถว การก่อสร้างจะไม่ได้มาตรฐาน เพราะใช้ช่างสร้างบ้านทั่วไป จะไม่ได้มาตรฐาน เช่น บันไดหายไป 3 เซนติเมตร ช่องทางเดินที่ควรจะ 1.2 เมตร เหลือ 1.15 เมตร

ดังนั้น จะติดๆ ขัดๆ เวลาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ซึ่งก็คือเทศบาลหรือท้องถิ่น จะไม่ให้ผ่าน ไม่มีการอะลุ้มอล่วยจนนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์ เพราะข้อกำหนดการขอเปิดโรงแรมจะต้องทำอาคารให้เรียบร้อย ซึ่งจังหวัดจะมีเจ้าหน้าที่โยธาธิการและผังเมืองมาตรวจว่าแบบเป็นไปตามที่เทศบาลอนุมัติหรือไม่

โรงแรมของเราเป็นโฮสเทล หรือห้องแถว 2 ห้องติดกัน แต่กฎหมายผังเมือง ระบุชัดว่าต้องมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ 30% ที่ว่าง 50% แล้วเขาจะไปเอามาจากที่ไหน ก็ทำไม่ได้ จากเดิมมีคำสั่ง คสช.ที่ 6/2562 ปลดล็อกให้ แต่บังเอิญเจอสถานการณ์โควิดพอดี ก็หยุดกันไป ทำไม่ได้ พอจะทำได้ คำสั่ง คสช.ก็หมดอายุ

แต่ตอนนี้อาคารได้ติดกฎหมายผังเมืองอีก เราเลยคุยกันว่าต้องนัดหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ให้ออกคำสั่งให้คณะกรรมการผังเมือง ยกเว้นอาคารเดิมที่ก่อสร้างก่อนปี 2559 ซึ่งไม่ใช่การปล่อยผีนะ เพราะในแง่ความปลอดภัยเรื่องอัคคีภัยต้องมี เช่น อาคาร 4 ชั้น ต้องมีบันไดหนีไฟ ส่วนอาคารที่ต่ำกว่าหรือชั้นเดียวก็ต้องมีถังดับเพลิง 2 ถังต่อชั้น ซึ่งผู้ประกอบการทำได้ไม่มีปัญหา นายกสมาคมที่พักบูติก จ.เชียงใหม่ แจกแจงปัญหาที่เกิดขึ้น

ส่วน พิศมัย ศุภนันตฤกษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทยจังหวัดระยอง ให้ความเห็นว่า การเปิดโอกาสให้โรงแรมขนาดเล็กขออนุญาตใบประกอบการโรงแรม นับว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยวที่มีตัวเลือกโรงแรมที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น เพราะโรงแรมที่ขอใบอนุญาตต้องปรับปรุงให้ได้ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะมาตรฐานด้านระบบความปลอดภัยและการบริการ

ในระยอง มีโรงแรมที่ได้รับอนุญาตและประกอบการอยู่ 294 แห่ง ส่วนโรงแรมขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ที่ไม่มีใบอนุญาตมี 600 แห่ง โดยโรงแรมส่วนใหญ่เปิดให้บริการอยู่กว่า 50% ของโรงแรมขนาดเล็กทั้งหมด ต้องการได้ใบอนุญาต เพื่อการันตีถึงมาตรฐานตามกฎหมายกำหนด จะได้เป็นตัวเลือกของลูกค้าที่เข้าพัก พิศมัยให้ข้อมูล

ขณะที่ สุวรรณา โดตี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง เสริมว่า เรื่องดังกล่าวว่านับเป็นข่าวดีสำหรับโรงแรมขนาดเล็กของระยองที่ยังไม่มีใบอนุญาต จะได้เข้ามาอยู่ในระบบ การตรวจสอบดูแลมาตรฐานก็จะง่ายขึ้น ส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของระยองโดยรวม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์ที่มีตัวเลือกของจำนวนโรงแรมที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น

เป็นเสียงสนับสนุนการปลดล็อกให้โรงแรมและที่พักขนาดเล็กเข้าสู่ระบบ ให้ได้มาตรฐานเป็นที่อุ่นใจของนักท่องเที่ยวอีกทั้งยังทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น ถือว่า วิน-วิน กับทุกฝ่าย