‘กรุงไทย’พาดูความทันสมัย‘เอสโตเนีย’ ประเทศเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดา ระบบ e-Governance ดีติดอันดับโลก

9.07.23 | 12:10 น.
‘กรุงไทย’พาดูความทันสมัย‘เอสโตเนีย’ ประเทศเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดา ระบบ e-Governance ดีติดอันดับโลก

‘กรุงไทย’พาดูความทันสมัย‘เอสโตเนีย’
ประเทศเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดา
ระบบ e-Governance ดีติดอันดับโลก

สาธารณรัฐเอสโตเนีย ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปยุโรป ทิศเหนือติดอ่าวฟินแลนด์ เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีพื้นที่เพียง 45,227 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจากประเทศไทยถึง 7,692 กิโลเมตร อาจทำให้บางคนไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาก่อน

แต่ปัจจุบัน เอสโตเนีย เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากความทึ่งในระบบ e-Governance ต้องถือเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถทำเกือบทุกเรื่องผ่านระบบออนไลน์

แต่ก่อนที่เอสโตเนียจะประสบความสำเร็จอย่างปัจจุบัน ขอย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน ประชากรเอสโตเนียได้รับเงินคนละประมาณ 10 ยูโร เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 86,000 บาทต่อปี ขณะที่ไทยมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 70,000 บาทต่อปี แต่ปัจจุบันประชากรเอสโตเนียมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ไทยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 270,000 บาทต่อปี หรือรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 12 เท่าเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้นำประเทศต้องการพลิกฟื้นประเทศขึ้นมาใหม่หลังจากภัยสงคราม การเข้ามาของระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้มองเห็นถึงจุดเริ่มต้นและอนาคตประเทศ โดยเริ่มจากการมีรัฐบาลที่มีศักยภาพ โปร่งใส เชื่อถือได้ แต่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการเงิน และบุคลากรที่มีเพียงหยิบมือ เอสโตเนียจึงเลือกเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อมุ่งสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) จึงเป็นที่มาของโครงการ e-Estonia

Advertisement

ผู้แทนจากรัฐบาลของเอสโตเนียที่ให้การต้อนรับคณะไทย นำโดย ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ที่มาดูงานประเทศนี้

เล่าว่า เมื่อย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น เอสโตเนียต้องเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่มีแม้โทรศัพท์บ้าน ซึ่งแตกต่างจากประเทศฟินแลนด์ที่มีอาณาเขตติดกัน ทำให้ประชากรยังขาดความรู้ ความเข้าใจด้านไอที รัฐบาลจึงได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ เริ่มจากการปรับเปลี่ยนเรื่องระบบการศึกษา จนปี 2563 สื่อการเรียนการสอนของเอสโตเนีย ถูกเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลทั้งหมดเกือบ 100% จากนั้นได้ทำโครงการ e-cabinet เพื่อลดขั้นตอนและลดการใช้กระดาษในระบบราชการ อาทิ รัฐมนตรีสามารถทำงาน หรือพิจารณาวาระการประชุมได้ผ่านระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด ระบบข้อมูลจะอัพเดตทันที รัฐมนตรีจะเห็นตาราง หรือวาระการประชุมล่วงหน้า รวมทั้งสามารถแสดงความเห็นแย้ง หรือแสดงมติเห็นชอบ ส่งผลให้การประชุมคณะรัฐมนตรีใช้เวลาลดลง ซึ่งระบบนี้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และลดเวลาการทำงานได้อย่างมาก

สิ่งที่ตามมาหลังปฏิรูปสู่ยุคดิจิทัล ดินแดนเล็กๆ แห่งนี้ถูกขนานนามว่า “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งยุโรป” ด้วยนโยบายเอื้อต่อการลงทุนและพัฒนาธุรกิจดิจิทัล ตัดความยุ่งยากต่างๆ ในการจดทะเบียนบริษัทออกไป และรัฐบาลยังอำนวยความสะดวกทางภาษียาวถึง 9 ปี มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันของชาวเอสโตเนียได้สมบูรณ์

ดังนั้น เรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ เอสโตเนีย เป็นประเทศแรกในโลกที่มีการเลือกตั้งออนไลน์ และทำได้ทั่วโลก 24 ชั่วโมง ทั้งเพิ่มความสะดวกและประหยัดงบประมาณ ขณะที่หลายประเทศ รวมถึงไทย ใช้งบประมาณกับการจัดเลือกตั้งเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างการเลือกตั้งล่าสุด 14 พฤษภาคม ใช้งบประมาณเกือบ 6,000 ล้านบาท แต่ยังพบปัญหาทั้งการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร การเลือกตั้งล่วงหน้า ขณะที่เอสโตเนีย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก สามารถเลือกตั้งได้ขอแค่มีอินเตอร์เน็ต โดยการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีคนเลือกตั้งผ่าน i-Voting ประมาณ 51% นับเป็นครั้งแรกที่มีผู้เลือกตั้งออนไลน์มากกว่าครึ่งของคนที่มาใช้สิทธิทั้งหมด

ประเด็นสำคัญคือ i-Voting ช่วยลดปัญหาซื้อสิทธิขายเสียงได้ เพราะคนเอสโตเนียสามารถเข้าไปเลือกตั้งออนไลน์แล้วเปลี่ยนใจเข้ามาเลือกใหม่กี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะถึงเวลาปิดการเลือกตั้ง ดังนั้น ไม่ว่าจะถูกบังคับ หรืออยากเปลี่ยนใจเอง ทำได้อย่างเต็มที่ หรือในวันเลือกตั้งจริง เกิดอยากไปเข้าคูหากาบนกระดาษก็ทำได้ทันที ระบบออนไลน์ที่หน้าคูหาจะยกเลิกระบบที่เลือกไว้ในออนไลน์ให้อัตโนมัติ และหลังการเลือกตั้งจบ ผลคะแนนออกมาแล้ว การลงคะแนนของประชาชนทุกคนจะถูกลบทิ้งทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยต่อข้อมูลของประชาชน

ส่วนบริการแรกๆ ที่เป็น e-Service คล้ายกับไทย คือ การยื่นภาษี แต่สิ่งที่ล้ำกว่าคือ เอสโตเนียมีการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งหมด ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้อง เงินได้ การหักลดหย่อนต่างๆ จากนั้นก็แค่กดยืนยัน Submit ก็จบ ทำให้ปัจจุบันมีคนยื่นภาษีออนไลน์กว่า 90% และใช้เวลาไม่กี่คลิกเท่านั้น

และอย่างที่บอกว่าทุกบริการของรัฐเป็น e-Service ซึ่งเอสโตเนียรวบรวมไว้ที่ State Portal Website (eesti.ee) เป็น One-stop Shop ไม่ต้องแยกไว้หลายที่ หลายเว็บ หลายแอพพ์ ที่เดียวมีทุกบริการรวมไว้ทั้งหมด ซึ่งระบบหลังบ้านต้องมีความแข็งแกร่ง รองรับการใช้งานที่มีจำนวนมาก และเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด

นอกจากบริการของรัฐแล้ว เว็บนี้ยังรวมข้อมูลของประชาชนแต่ละคนไว้ด้วย (คล้ายๆ ระบบทะเบียนราษฎรของไทย) สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราได้ทั้งหมด ซึ่งหน่วยงานรัฐต่างๆ สามารถเข้ามาดูได้เช่นกันทำให้ไม่ต้องคอยถ่ายเอกสารสำเนาบัตรประชาชนเวลาทำธุรกรรมใดๆ และเอื้อต่อการใช้บริการออนไลน์ทั้งหมดด้วย และด้วยระบบ Data Tracker ทำให้ประชาชนเจ้าของข้อมูลรู้ได้ว่ามีหน่วยงานใดเข้ามาดูข้อมูลอะไรของเราบ้าง ตรวจสอบได้ทันที

ประเทศเอสโตเนีย อาจเป็นประเทศที่เล็กมากเมื่อเทียบกับไทย แต่ก็เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญว่า การพัฒนาประเทศเป็น Digitalization เชื่อมต่อข้อมูลและบริการภาครัฐทั้งหมดเข้าด้วยกัน ลดความยุ่งยากซับซ้อน ประหยัดงบ ยกระดับประเทศได้จริง ที่สำคัญคือ การเลือกตั้งแบบออนไลน์ ที่สามารถทำได้ ปลอดภัย แก้ปัญหาได้หลายส่วน รวมถึงการสนับสนุน Startup ที่ช่วยยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเอสโตเนียได้อย่างมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยน่าจะศึกษาและนำมาปรับใช้ได้

ผยง ศรีวณิช ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการได้ศึกษาดูงานที่เอสโตเนียครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเอสโตเนียเจอสภาพแวดล้อมบังคับต้องหาเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างให้ประเทศแข็งแรง “การมาดูงานครั้งนี้ คงต้องดูว่าประเทศไทยของเราจะนำระบบใดกลับมาพัฒนาเพื่อใช้ในไทยได้บ้าง ในมุมมองของผมและทีมงานก็ไม่ได้หนีไปจากเทรนด์ที่เห็นในไทย เพียงแต่ในไทยเกิดขึ้นจากอีกมิติหนึ่ง มีบริบทของประเทศไทยเนื่องจากพัฒนาการของเราต่างจากเอสโตเนีย แต่ทั้งหมดคือเรื่องเดียวกันที่จะตอบโจทย์การบูรณาการ vertical integration และ horizontal expansion ซึ่งต้องมีการพัฒนา และต่อยอดกันต่อไป”

อีกสาเหตุที่ธนาคารกรุงไทยเลือกดูงานที่ เอสโตเนีย เอ็มดีกรุงไทยกล่าวว่า แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ มีประชากรไม่มาก แต่เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างชาติ ภาครัฐให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ มากถึง 99% มีโครงข่ายเชื่อมโยงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยและความมั่นคงทางไซเบอร์ มีกฎหมายการใช้เอกสารยืนยันตัวตนด้วยระบบดิจิทัล ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย

“อีกสิ่งที่น่าสนใจ คือภาคธุรกิจเอกชนของเอสโตเนียได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและสหภาพยุโรป (อียู) หลายบริษัทสามารถสร้างการยอมรับได้ รัฐบาลมองเอกชนเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์หลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศเอสโตเนียและอียู รวมถึงการยกระดับเป็น Digital Economy ภาคเอกชนของเอสโตเนียมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในหลายด้าน อาทิ Identity Blockchain และ Cybersecurity ซึ่งใช้เวลาในการเติบโตสร้างองค์ความรู้ ลองผิดลองถูก โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน และเป็นการลงทุนใช้ทรัพยากรที่ไม่ซ้ำซ้อน ทุกคนมีที่ยืน มีสนามให้เล่นในศักยภาพตัวเอง ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจ และควรที่นำกลับไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยอย่างยิ่ง”

เอ็มดีกรุงไทยกล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าคิด

ภคพร บุญมี