กกพ.โบ้ยอำนาจรบ.ตัดสินใจ ลดให้ไม่ได้ค่าไฟ 4.25 บ. หั่นเต็มที่แล้วเหลือแค่ 4.45 บ. คลังจี้เร่งเบิกงบ 66 กระตุ้นศก.
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) แถลงค่าไฟงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ว่า ที่ประชุม กกพ.เห็นชอบผลการคำนวณประมาณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) 3 แนวทางเพื่อรับฟังความเห็นประชาชน วันที่ 7-21 กรกฎาคม 2566 ก่อนสรุปอีกครั้งเพื่อบังคับใช้ ประกอบด้วย กรณี 1 ค่าไฟอยู่ที่ 6.28 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบัน (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566) อยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย เนื่องจากคืนหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด 135,297 ล้านบาท จะทำให้เอฟทีอยู่ที่ 249.81 สตางค์ต่อหน่วย
เมื่อรวมกับค่าไฟฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย กรณี 2 ค่าไฟเท่าเดิม 4.70 บาทต่อหน่วย มาจากค่าเอฟที 91.19 สตางค์ต่อหน่วย ใช้วิธีทยอย คืนหนี้ กฟผ. 32,291 ล้านบาท เหลือหนี้ 97,006 ล้านบาท และรวมกับค่าไฟฐาน 3.78 บาท ต่อหน่วย และกรณี 3 ค่าไฟลดลงเหลือ 4.45 บาทต่อหน่วย มาจากค่าเอฟที 66.89 บาทต่อหน่วย หนี้ กฟผ.ทยอยจ่ายคืน 5 งวด งวดละ 23,428 ล้านบาท เหลือหนี้ 111,869 ล้านบาท และรวมกับค่าไฟฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย
“เมื่อรับฟังความเห็นเสร็จ จะสรุปแนวทางที่ประชาชนเลือกอีกครั้งเพื่อประกาศตัวเลขสุดท้ายปลายเดือนกรกฎาคม ก่อนบังคับใช้ต่อไปในงวดปลายปี ส่วนข้อเสนอเอกชน 4.25 บาทต่อหน่วย เสนอได้ แต่ไม่สามารถทำได้ด้วยต้นทุนและปัจจัยด้านหนี้ กกพ.ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง ไม่สามารถลดราคาตามที่ร้องขอได้ ยกเว้นจะมีนโยบายจากรัฐบาลผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงจะพิจารณาแนวทางอื่นได้” นายคมกฤชกล่าว
รายงานข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แจ้งว่า คาดหนังสือขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลดค่าไฟเหลือระดับ 4.25 บาทต่อหน่วย จะถึงนายกฯสัปดาห์หน้า เนื่องจาก กกร.ยังอยู่ระหว่างลงนามประธานทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย
ขณะที่ น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า การเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2566 นั้น กรมบัญชีกลางมีเป้าหมายว่าจะต้องเบิกจ่ายให้ได้ 93% ของกรอบวงเงินงบประมาณ 3.185 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 98% และรายจ่ายลงทุน 75% ขณะนี้ภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณ 3 ไตรมาสของปีงบฯ 2566 (1 ตุลาคม 2565-30 มิถุนายน 2566) กรมบัญชีกลางสามารถเบิกจ่ายได้แล้วประมาณ 2.265 ล้านล้านบาท คิดเป็น 72% คาดว่าสิ้นปีงบประมาณจะสามารถทำได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ การเบิกจ่าย 3 ไตรมาส ของปีงบ 2566 กรมทำได้ 72% นั้น ต่ำกว่าเป้าหมายไตรมาสที่กรมวางไว้ 75% เล็กน้อย แบ่งเป็นการเบิกจ่ายรายประจำ 80% กรมบัญชีกลางเบิกจ่ายได้ 77% ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่ที่ยังมีสัดส่วนขาดอยู่คือการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุน ขณะนี้ทำได้เพียง 50% จากเป้าหมายที่ต้องการอยู่ที่ระดับ 57%
“ปีที่แล้วเราสามารถเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบลงทุนได้ตามเป้าหมาย ส่วนปีงบ 2566 นี้ เราก็อยากให้เป็นไปตามเป้าหมายเช่นเดียวกัน โดยได้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนให้เป็นไปตามแผน ซึ่งมีคณะทำงานเร่งรัดการเบิกจ่ายเฉพาะกิจ ให้ติดต่อเร่งรัดการเบิกจ่ายรายหน่วยงานราชการ เพื่อรับทราบข้อปัญหาต่างๆ ในการดำเนินการ จากนั้นกรมบัญชีกลางจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปแก้ไขปัญหาเหล่านั้น” น.ส.กุลยากล่าว

