หน้าแรก เศรษฐกิจ กรมเจรจาการค้...

กรมเจรจาการค้าฯ เยือน ลาว หารือเปิดโอกาสขยายการค้า-ลงทุน

8.07.23 | 20:11 น.

กรมเจรจาการค้าฯ เยือน ลาว หารือเปิดโอกาสขยายการค้า-ลงทุน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้นำคณะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระหว่างวันที่ 7 – 8 กรกฎาคม 2566 และได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัท ปตท. และ Café Amazon สาขาเมืองหลวงพระบาง เพื่อหารือเรื่องโอกาสการขยายการค้า และการลงทุนในสปป.ลาว พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมฟาร์มควายนมแห่งแรกของหลวงพระบางเพิ่มทางเลือกทางโภชนาการสำหรับผู้แพ้นมวัว โดยพบว่า สปป.ลาว เป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการลงทุนร้านคาเฟ่ แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียง 7.5 ล้านคน แต่เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่มีชื่อเสียงของโลก อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคในสปป.ลาวเริ่มเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่หันมาบริโภคเครื่องดื่มที่มีแบรนด์และใส่ใจเรื่องอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวของสปป.ลาว ทำให้ร้านคาเฟ่มีโอกาสเติบโตสูง

นางอรมน กล่าวว่า กาแฟถือเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญของสปป.ลาว ส่วนใหญ่จะปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิก้าในที่ราบสูงโบลาเวนทางตอนใต้ แถบแขวงจำปาสัก เซกอง และสาละวัน โดยกาแฟที่ปลูกจะมีจุดเด่นคือเป็นกาแฟออร์แกนิก มีกลิ่นหอม รสชาตินุ่มแต่มีความเข้ม ส่งผลให้ สปป.ลาว เป็นผู้ผลิตกาแฟใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยมีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ เวียดนาม ไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี และเบลเยี่ยม ซึ่งการส่งออกกาแฟและเมล็ดกาแฟดิบของสปป.ลาว ในปี 2565 เป็นมูลค่า 139.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10 จากปีก่อนหน้า โดยส่งไปเวียดนาม อับดับ 1 มูลค่า 53.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งมาไทยเป็นอันดับ 2 มูลค่า 25.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟจากเพื่อนบ้าน เนื่องจากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสปป.ลาว มีแผนที่จะพัฒนาการผลิตกาแฟให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล รวมถึงขยายการส่งออกมากขึ้น ดังนั้น ไทยและสปป.ลาว น่าจะสามารถร่วมมือเพื่อสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุตสาหกรรมกาแฟกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิจัยเชิงวิชาการ การร่วมทุน และการใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีในกรอบอาเซียนเพื่อการค้ากาแฟระหว่างกัน

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการเยี่ยมชมกิจการฟาร์มควายนมของหลวงพระบาง (Lao Buffalo Dairy) ซึ่งเป็นกิจการฟาร์มนมควายแห่งแรกในสปป.ลาว ลงทุนโดยชาวออสเตรเลีย มีควายนมกว่า 200 ตัว รีดน้ำนมและทำผลิตภัณฑ์ เช่น ชีส และไอศกรีม จำหน่ายหน้าฟาร์ม โรงแรม ร้านอาหาร และร้านคาเฟ่ ในเมืองหลวงพระบาง สร้างรายได้มูลค่า 45,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ถือเป็นกิจการที่น่าสนใจและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคของสปป.ลาว โดยเฉพาะผู้แพ้นมวัวแต่ยังต้องการโภชนาการสูงจากนม อย่างไรก็ดี เนื่องจากปริมาณที่ผลิตได้ยังมีน้อย เพียงพอแค่สำหรับบริโภคในท้องถิ่น จึงยังต้องอาศัยการลงทุนและพัฒนาอีกมากหากจะผลิตในระดับประเทศ

Advertisement

ขณะที่ในประเทศไทยเองก็ยังมีผู้ประกอบการฟาร์มควายนมไม่มากนัก เช่น มูร่าห์ฟาร์ม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สอนศิริฟาร์มควายไทยที่ปราจีนบุรี ฟาร์มควายนมของโครงการหลวงแม่ทาเหนือ มูร่าห์เฮาส์ ในจังหวัดเชียงใหม่ และฟาร์มโคนมบ้านกุดรังจังหวัดนครนายก เป็นต้น โดยฟาร์มเหล่านี้มีการจำหน่ายนมควายและผลิตภัณฑ์จากนมควายเช่นกัน อาทิ โยเกิร์ต ชีส และไอศกรีม โดยพบว่าผลิตภัณฑ์จากนมควายถือเป็นทางเลือกให้กับผู้แพ้นมวัว แต่ยังต้องการโภชนาการสูงจากนม โดยนมควายจะมีสารอาหาร เช่น แคลเซียม และโปรตีนสูง มีคลอเรสเตอรอลต่ำ และไม่มีกลิ่นคาว ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสินค้านมควายและผลิตภัณฑ์ได้เนื่องจากราคาดีและยังมีผลผลิตในปริมาณน้อย ในปัจจุบันประเทศที่มีการเลี้ยงควายนมมาก เช่น อินเดีย ปากีสถาน และจีน เป็นต้น

นางอรมน กล่าวว่า โอกาสนี้ได้มีโอกาสสำรวจตลาดนมโคและผลิตภัณฑ์ในสปป.ลาว พบสินค้าแบรนด์ไทยวางจำหน่าย ทั้งนมสดพาสเจอร์ไรด์ และนมยูเอชที ซึ่งสปป.ลาว ถือเป็นตลาดส่งออกนมอันดับ 2 ของไทย รองจากกัมพูชา ในปี 2565 ไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลก มูลค่า 593.11 ล้านดอลลาห์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.7 จากปี 2564 เป็นการส่งออกไปสปป.ลาว มูลค่า 76.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค. 2566) ไทยส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมไปตลาดโลก มูลค่า 262.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 3.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยส่งออกไปกัมพูชาอับดับ 1 อยู่ที่ 78.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออกไปสปป.ลาว อับดับ 2 มูลค่า 36.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 13.3 จากปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วนการส่งออก ร้อยละ 17.2 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยสินค้านมและผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปสปป.ลาว ได้แก่ นมยูเอชที นมและครีม และเนย เป็นต้น