หน้าแรก เศรษฐกิจ โบรกคาดหุ้นไท...

โบรกคาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งกรอบแคบไม่เกิน 1,521 จุด ประเมินปีหน้าดัชนีขาลง ให้กรอบล่างที่ 1,350 จุด

26.12.16 | 13:40 น.

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่าหุ้นไทยสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของปีจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,500-1,521 จุด ดังนั้นในสัปดาห์นี้การซื้อขายควรใช้ลักษณะเก็งกำไรช่วงสั้นๆ หรือทยอยเก็บหุ้นที่คาดว่าในปี 2560 ผลประกอบการที่ออกมาจะขยายตัวดี โดยประเมินว่า กลุ่มหุ้นที่จะมีแรงซื้อส่งท้ายปี จะเป็นหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า หุ้นที่เป็นเป้าหมายของกองทุนฯในประเทศ และหุ้นที่เก็งกำไรจากข่าวบวกเฉพาะตัว

ด้านนายนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงคำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุนสำหรับปี 2560 ว่า ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทย และดัชนีหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวออกด้านข้างในกรอบดัชนี 1,350-1,620 จุด โดยมีความเสี่ยงในกรอบทางลงมากกว่าทางขึ้น ซึ่งมองแนวทางการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับปี 2560 โดยอ้างอิงปัจจัยการลงทุนกว่า 7 แนวทาง ดังต่อไปนี้ แนวทางที่ 1 คาดการณ์การปรับตัวที่ดีของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตามแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น มองว่าราคาโภคภัณฑ์จะสามารถปรับขึ้นได้ถึงแม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นก็ตาม ดังนั้นแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งกลุ่มพลังงาน โลหะอุตสาหกรรม และสินค้าเกษตร

แนวทางที่ 2 มองแนวโน้มธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเริ่มเข้าสู่กระบวนการถอดถอนสภาพคล่องออกจากระบบ นำโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) และการลดวงเงินโครงการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เป็นต้น จากผลกระทบดังกล่าวคาดว่าในช่วงถัดไปสกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนา แนวทางที่3 มองปัจจัยเสี่ยงทางด้านการเมืองในยุโรป เช่น กระบวนการการออกจากกลุ่มยูโรโซนของอังกฤษ และความเป็นไปได้ในการออกจากกลุ่มยูโรโซนของประเทศอื่นๆที่อาจตามมา ไม่นับรวมเหตุการณ์ก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้น จึงเพิ่มคำแนะนำกลยุทธ์ “ถือ” ตราสารจำพวกที่มีความปลอดภัยสูง เช่น ทองคำ
ทองคำแท่ง
แนวทางที่ 4 คาดการณ์ระดับอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันดิบจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลมากขึ้น รวมถึงท่าทีของกลุ่มโอเปค และกลุ่ม นอนโอเปค ที่หันหน้าเข้าหากันมากขึ้น น่าจะทำให้ค่าเฉลี่ยของราคาน้ำมันดิบในปี 2560 อยู่สูงกว่าปีที่ผ่านมา ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนกลุ่มหุ้นพลังงาน ให้มีความน่าสนใจมากกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มค้าปลีกสำหรับกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ แนวทางที่ 5 คาดว่านักลงทุนในประเทศจะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมหลักในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติน่าจะมีบทบาทที่ลดลงตามแนวโน้มการไหลกลับของกระแสทุนสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้นคาดว่าหุ้นขนาดกลาง-ขนาดเล็ก(นอนเซท 50) จะปรับตัวได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่เป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน

แนวทางที่ 6 ในภาวะที่มีการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก คาดว่าตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญกับปรากฏการณ์การหดตัวของอัตราส่วนพีอีที่เหมาะสม ด้วยเหตุดังกล่าวจะเป็นปัจจัยกดดันการปรับตัวขึ้นของดัชนีที่สำคัญ ทั้งนี้ ในภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นขาขึ้นนี้ มองว่าจะมีผลกระทบโดยตรงกับกลุ่มหุ้นปันผล และหุ้นที่ซื้อขายที่ระดับพีอีสูง แต่ไม่มีอัตราการเติบโตของกำไรรองรับ และในแนวทางที่ 7 ภาวะเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขาลงสูงขึ้น จากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวที่กินเวลานานกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ การค้าขายระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงมากขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในยุคสมัยของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และการบริโภคภาคเอกชนที่อาจชะลอตัว เพราะมีการดึงอุปสงค์มาใช้ในช่วงปลายปี 2559 ตามการออกมาตรการลดหย่อนภาษีของภาครัฐแล้ว ขณะที่การลงทุนภาครัฐจะยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทยเช่นเดิม

นายณัฐชาต กล่าวว่า ให้กลยุทธ์การลงทุนในภาวะที่ SET Index มีความเสี่ยงในกรอบทางลงมากกว่าทางขึ้น และสภาพคล่องทั่วโลกที่มีแนวโน้มลดลง โดยแนะนำให้นักลงทุนพยายามรอจังหวะให้ดัชนีมีการปรับฐาน ก่อนที่จะเข้าสะสมหุ้น มองกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจในปี 2560 ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กลุ่มธุรกิจการเกษตร กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง

Advertisement