เอสซีจี เดคคอร์ ลุ้นการเมืองไทยชัดเจน – เบิกจ่ายคล่อง ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น

เอสซีจี เดคคอร์ ลุ้นการเมืองไทยชัดเจน – เบิกจ่ายคล่อง ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น ชิงตลาดอาเซียน 7 หมื่นล.

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เครือเอสซีจี ดำเนินธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการเติบโตของบริษัทในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นี้คาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก 2 กรณี ได้แก่ สถานการณ์โควิดที่คลี่คลายทำให้ประเทศไทยสามารถเปิดประเทศได้ และทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวกลับมาก็จะเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่อีกกรณีได้แก่การเมืองของไทย ที่ปัจจุบันเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างไม่ติดขัดและสามารถเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง จะมีการเบิกจ่ายส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่เอสซีจี เดคคอร์ จะมุ่งเน้นไปยังการค้าใน 4 ประเทศสำคัญ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น 4 ประเทศที่มีโรงงานการผลิต โดยมองว่ากลุ่มธุรกิจสุขภัณฑ์ที่มีระบบอัตโนมัติ ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มสมาร์ท ทอยเล็ต(Smart Toilet) รวมถึงสมาร์ท บาธรูม(Smart Bathroom) ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เช่นเดียวกับตลาดในอาเซียน คาดว่าจะมีมูลค่า 78,700 ล้านบาทในปี 2569 สูงกว่าตลาดในไทยกว่า 6 เท่าตัว จึงเป็นโอกาสของเอสซีจี เดคคอร์ ในตลาดนี้

“ยอดขายในปี 2565 เอสซีจี เดคคอร์ สามารถทำได้กว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทมีการเติบโตทางด้านยอดขายอย่างต่อเนื่องในทุกปี ในปีนี้ก็ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่ดี เชื่อว่าภาครัฐบาลเองก็ต้องเร่งกระตุ้นมาตรการต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นตัวผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้อย่างแน่นอน”นายนำพล กล่าว

Advertisement

ด้าน นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามซานิทารีแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำ COTTO กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสุขภัณฑ์สอดรับกับกลยุทธ์หลักของ SCG Decor และความต้องการของผู้บริโภค COTTO จึงได้พัฒนาและสรรหานวัตกรรม “ดิจิทัล-ออโตเมชัน” สำหรับ Smart Bathroom จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก และได้นำระบบอัตโนมัติ หรือออโตเมชันมาใช้ควบคู่ไปกับการบริหารกำลังการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าได้รับสินค้าคุณภาพสูง ลดขั้นตอนการทำงานที่เสี่ยงต่อสุขภาพของพนักงาน ส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาทักษะและศักยภาพตนเองให้พร้อมสำหรับการขยายธุรกิจต่อไปด้วย

“COTTO ได้นำระบบออโตเมชันมาใช้ ภายใต้แนวคิด หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับคน หรือ Man & Machine Automation Smart Factory นำความเชี่ยวชาญในการผลิตสุขภัณฑ์ มาสอน ออกแบบ และควบคุมให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้อย่างประณีต แม่นยำ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าคุณภาพสูง พร้อมกับการคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน”นายสิทธิชัย กล่าว

อย่างไรก็ตามระบบออโตเมชันได้เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตหลัก ๆ อาทิ การขึ้นรูปหม้อน้ำสำหรับโถสุขภัณฑ์ด้วยเครื่องหล่อแรงดันสูง ที่ใช้สายพานและระบบลำเลียงอัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการทำงานในการเคลื่อนย้ายชิ้นงานด้วยแรงงานคน ระบบพ่นสีเคลือบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ ทำให้สีที่เรียบเนียนสม่ำเสมอได้มาตรฐานและยังช่วยลดการสัมผัส สูดดมสีของพนักงาน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำเทคโนโลยีชั้นสูงอื่น ๆ มาใช้ในห้องปฏิบัติการทดสอบ เช่น เทคโนโลยีการประมวลภาพ เพื่อเพิ่มความละเอียดแม่นยำในการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพสินค้าก่อนส่งถึงมือลูกค้า

Advertisement

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image