ส่งออก’66 ส่อตุ้บแรง บานปลาย‘ปลดแรงงาน’ภาคผลิต รอรัฐบาลใหม่ปล่อยของ!!

10.07.23 | 12:17 น.
ส่งออก’66 ส่อตุ้บแรง บานปลาย‘ปลดแรงงาน’ภาคผลิต รอรัฐบาลใหม่ปล่อยของ!!

ช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 “ภาคการส่งออก” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนภาคการท่องเที่ยวและบริการ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยมีการปิดประเทศ กระทั่งช่วงกลางปี 2565 ไทยเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยียนตามปกติ ขณะที่ภาคการส่งออกกลับส่อแววอ่อนแรง จากผลพวงเศรษฐกิจโลกที่หลายประเทศกำลังซื้อลดลง รวมถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศของหลายคู่ชก ทำให้ในปี 2566 มีโอกาสที่การส่งออกไทยจะหล่นฮวบอีกครั้ง

⦁หั่นส่งออกแย่สุดติดลบ2%
การส่งออกแย่สะท้อนมติคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ล่าสุดในการประชุมเดือนกรกฎาคม 2566 ได้ตัดสินใจปรับประมาณการส่งออก ลดลงมาอยู่ที่ติดลบ 2 ถึง 0% จากเดิมอยู่ที่ ติดลบ 1 ถึง 0% แต่ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไว้ที่ 3-3.5% จากภาคการท่องเที่ยวที่จะดีขึ้น รวมทั้งเงินเฟ้อลดลง

ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก กกร.จึงเรียกร้องภาครัฐเร่งหาตลาดใหม่ๆ หรือประเทศที่ยังขยายตัวได้ อาทิ จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อทดแทนการส่งออกในประเทศหลัก โดยเฉพาะสหรัฐและสหภาพยุโรปที่อ่อนแอลง โดยการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังของไทยจะต้องได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน

⦁กุมขมับ23อุตร่วงห่วงจ้างงาน
ขณะที่ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยว่า ปัจจุบันเริ่มมีความชัดเจนในการตั้งรัฐบาลมากขึ้นแล้ว เอกชนหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม หรือเร็วกว่านั้น หากเรียบร้อยภายในเดือนกรกฎาคม 2566 ยิ่งดีมาก เพราะเวลานี้เศรษฐกิจกำลังแย่จากสถานการณ์การส่งออกที่ติดลบ จนส่งผลให้ผู้ผลิตที่เน้นส่งออกได้รับผลกระทบผลิตสินค้าออกมาแต่ขายได้น้อยลง หรือบางรายขายไม่ได้ แต่ยังจำเป็นต้องผลิตต่อเพื่อรักษาการจ้างงานจนบางรายเริ่มลดการจ้างงานล่วงเวลา (โอที) ลง และคาดหวังว่าในช่วงไตรมาสที่ 4/2566 คำสั่งซื้อจะกลับมาดีขึ้น แต่ยอมรับว่าภาพรวมส่งออกยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง

โดยผลการสำรวจสถานการณ์การผลิตล่าสุดพบว่า มีถึง 23 อุตสาหกรรมที่เผชิญสถานการณ์ดังกล่าว อาทิ เฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง เหล็ก สิ่งทอ ยังไม่ถึงกับเลิกจ้าง แต่หากส่งออกยังแย่และปลายปีไม่ฟื้น อาจเห็นการเลิกจ้างเกิดขึ้น ตามสายป่านของแต่ละอุตสาหกรรมที่แข็งแรงไม่เหมือนกัน ดังนั้น เอกชนจึงคาดหวังให้ตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้รัฐบาลใหม่เข้ามาผลักดันภาคการส่งออก เข้ามาขับเคลื่อนการขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ และเร่งเดินหน้าทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ

Advertisement

นอกจากนี้ จากปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90.6% บวกกับค่าครองชีพที่สูงของคนไทย ทั้งค่าไฟ ดอกเบี้ย ยังเป็นแรงกดดันให้กำลังซื้อชะลอตัว จึงเฝ้ารอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ซึ่งมาตรการรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอยากเห็นผลเร็ว เพราะปัจจัยต่างๆ ควบคุมได้ ต่างกับการแก้ปัญหาส่งออกที่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยนอกประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นยังส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเข้ามาเที่ยวประเทศไทยด้วย

หั่นโอทีเกือบ100%แย่กว่าช่วงโควิด
ฟาก ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) ระบุว่า นอกจากเรื่องการส่งออกที่น่าเป็นห่วงแล้ว นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงของพรรคการเมือง ที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ในอนาคต ยังสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มองว่าการนำมาพูดถึงในช่วงนี้อาจยังไม่เหมาะสมต้องดูสภาพคล่องของธุรกิจ ยิ่งภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้หลายธุรกิจเสี่ยงจะเจ๊งไม่เจ๊งแหล่ ดูได้จากจำนวนผู้ว่างงานในเดือนพฤษภาคม 2566 ที่สูงขึ้นในรอบ 6 เดือน หรือประมาณ 1.3% ซึ่งสาเหตุหลักจากการว่างเงินเกิดจากสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันมีสต๊อกเหลือค้างจำนวนมาก

แม้ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าในช่วงไตรมาสที่ 1/2566 อัตราการว่างงานดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2565 รายละเอียดประกอบด้วย โครงสร้างกำลังแรงงาน ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 58.8 ล้านคน เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 40.3 ล้านคน หรือ 68.5% ที่เหลืออยู่นอกกำลังแรงงานประมาณ 18.5 ล้านคน โดยผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน ประกอบด้วยผู้มีงานทำ 39.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 98% และเป็นผู้ว่างงาน 4.2 แสนคน แต่เมื่อดูจากการจ้างงานแฝงในปัจจุบันที่มีอยู่จำนวนมาก ก็ยังเป็นจำนวนที่น่ากังวลอยู่ดี

ส่วนการจ้างงานล่วงเวลา หรือการทำโอที ในภาพรวมลดลงเกือบทั้งหมด ซึ่งในมุมของบริษัทผมก็ได้รับผลกระทบเรื่องยอดขายเช่นกัน ถือว่าเป็นผลกระทบในรอบ 10 ปี เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นผู้ประกอบการนำเข้า และส่งออกสินค้า ซึ่งถือว่าสถานการณ์เลวร้ายกว่าช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนกำลังการผลิตกลับมาอยู่ที่ประมาณ 60-62% แต่อย่างน้อยควรกลับมาอยู่ที่ 85% จาก 100% ในช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19

⦁วัดฝีมือรัฐบาลใหม่กู้ภาคส่งออก
อย่างไรก็ดี การที่จะทำให้กำลังการผลิตกลับมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ต้องรอให้สถานการณ์การส่งออกคลี่คลาย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรแปรรูป และภาคปศุสัตว์ ซึ่งพึ่งพิงอุตสาหกรรมนำเข้า อาทิ กล่อง ฉลาก แพคเกจจิ้ง เมื่อธุรกิจเหล่านี้ได้รับผลกระทบ สินค้าที่เกี่ยวข้องก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

“ขณะนี้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ เนื่องจากการขนส่งสินค้าในบางประเภทต้องหยุดชะงัก ซึ่งการแก้ไขในเรื่องนี้ยังมีความยาก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับกำลังซื้อ เมื่อคนไม่มีกำลังซื้อ ก็คงต้องรอเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และควรเร่งหาตลาดใหม่ๆ ในการกระจายสินค้า เนื่องจากปัจจุบันคู่ค้าด้านการนำเข้า ส่งออกของไทย อาทิ สหรัฐ ยุโรป และจีน ยังติดลบทั้งหมด” รองประธานอีคอนไทยทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้เป็นความกังวลของภาคธุรกิจ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าต่างเฝ้ารอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแก้ปัญหาโดยด่วน

เพราะการส่งออกเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่วัดฝีไม้ลายมือรัฐบาล จะเข็นให้เดินหน้า หรือปล่อยฟุบจนบานปลายถึงขั้นเลิกจ้างแรงงาน ต้องติดตาม!!