SCB CIO คาดเอกชนออกหุ้นกู้ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านล้านบาท แนะผู้ลงทุนใช้ 4 ปัจจัยสแกนหุ้นกู้เสริมภูมิคุ้มกันพอร์ต
นายศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Office and Product และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่าย CIO Office ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าภาคเอกชนจะออกหุ้นกู้รวมไม่ต่ำกว่า1.3 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องจากปี2565 ที่มีการออกหุ้นกู้รวมมากกว่า1.2 ล้านล้านบาท เนื่องจาก แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งออกหุ้นกู้เพื่อล็อคต้นทุนทางการเงิน จากกระแสข่าวที่มีผู้ออกหุ้นกู้บางรายผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ผู้ลงทุนกังวลใจ SCB CIO จึงขอแนะนำหลักในการพิจารณาหุ้นกู้ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยมี 4 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้
1.การพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ จะต้องดำเนินการโดยสถาบันจัดอันดับความเชื่อถือที่ได้รับความเห็นชอบจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)เป็นการช่วยวิเคราะห์และจัดอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ระดับสูงสุดAAAถึง BBB- ซึ่งเป็นอันดับท้ายสุดที่อยู่ในกลุ่มตราสารที่ลงทุนได้ (Investment Grade : IG) ส่วนระดับที่ต่ำกว่านี้ จัดเป็น High yield หรือ Junk Bond เป็นหุ้นกู้ที่เริ่มมีความเสี่ยงสูงขึ้น อยู่ต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ กลุ่มนี้มักจะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะที่ ลำดับล่างสุดของการจัดอันดับ คือ D หมายถึง หุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ (in default)
2.การเลือกประเภทของหุ้นกู้ โดยหุ้นกู้แต่ละประเภทมีความเสี่ยงและลำดับการได้รับชำระหนี้คืนแตกต่างกัน ดังนี้ 1)หุ้นกู้ที่มีหลักประกัน (Secured Bond) ได้สิทธิในสินทรัพย์ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย 2)หุ้นกู้ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecure Bond) มีสิทธิในสินทรัพย์เท่ากับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น มีระดับความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ที่มีหลักประกัน 3)หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond) ผู้ถือหุ้นกู้ มีสิทธิเรียกร้องสินทรัพย์จากผู้ออกตราสารเท่าเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น และสูงกว่าหุ้นกู้ด้อยสิทธิ และ 4)หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond หรือ Junior Bond) เมื่อผู้ออกหุ้นกู้เลิกกิจการหรือล้มละลาย จะได้รับสิทธิชำระหนี้คืนอันดับหลังจากผู้ถือหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ รวมถึงเจ้าหนี้สามัญประเภทอื่น แต่ก็ยังได้รับสิทธิชำระคืนเงินก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

3.บรรษัทภิบาลของผู้ออกหุ้นกู้ กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ลงทุนต้องพิจารณา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการไปลงทุนในบริษัทที่ตกแต่งงบการเงินหรือมีการทุจริตภายใน โดย SCB CIO เชื่อว่าในอนาคตหน่วยงานที่ประเมินคะแนนบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน จะยิ่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น ขณะที่ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล เป็นส่วนสำคัญในเรื่องบรรษัทภิบาลที่ต้องพิจารณา ผู้ลงทุนควรติดตามข้อมูลว่าบริษัท ให้ความสำคัญผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder) เช่น เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น พนักงานบริษัท และสังคม มากน้อยอย่างไร รวมทั้งพิจารณาประวัติของผู้บริหารด้วย
4.การวิเคราะห์งบการเงินในเบื้องต้น ได้แก่ งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด และวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน โดยในเบื้องต้นให้ผู้ลงทุนสังเกตความผิดปกติของงบดุล เช่น สินทรัพย์โตเร็วผิดปกติ ลูกหนี้การค้าจำนวนเพิ่มขึ้นมากหรือระยะเวลาการจ่ายหนี้ยาวขึ้นกว่าเดิมรวมทั้งพิจารณาสัดส่วนหนี้สินหากมีมากขึ้นก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หากมีสินทรัพย์น้อยกว่าหนี้สินรวมกับส่วนผู้ถือหุ้น บริษัทนั้นอาจเข้าข่ายล้มละลาย ไม่มีเงินชำระคืนหนี้ได้

