ดัชนีค่าก่อสร้างบ้าน Q2/66 เพิ่ม 2.1% ห่วงขึ้นค่าแรง กระทบต้นทุนการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผย รายงานดัชนีราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐาน ไตรมาส 2 ปี 2566 โดยมีค่าดัชนีเท่ากับ 134.0 พบการเปลี่ยนแปลงที่ปรับตัวขึ้นจากปีก่อน (YoY) 2.1% แต่เป็นไปในทิศทางที่ชะลอตัวลงที่ (QoQ) ลดลง -0.3% จากก่อนหน้า
ทั้งนี้ ในหมวดงานออกแบบและระบบพบการปรับเพิ่มขึ้นเฉพาะในงานสถาปัตยกรรม 5.4% ซึ่งงานสถาปัตยกรรมมีสัดส่วน 65.8% ของหมวดงานออกแบบและงานระบบ อย่างไรก็ดีงานอื่นมีการปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อาทิ งานวิศวกรรมโครงสร้าง มีอัตราค่าตอบแทนลดลง -4.1% งานระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร อัตราค่าตอบแทนลดลง -0.01% งานระบบสุขาภิบาล มีอัตราค่าตอบแทนลดลง -3.2%
สำหรับวัสดุก่อสร้างพบว่า วัสดุประเภทกระเบื้อง และ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 12.5% และ 4.6% ตามลำดับ ส่วนวัสดุอื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปรับตัวลดลงบ้างเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ยังพบว่าค่าวัสดุก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่มีการทรงตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า แต่วัสดุประเภทเหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็กมีการลดลงอย่างมาก โดยเป็นผลมาจากปริมาณอุปทานเหล็กในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับราคาวัตถุดิบมีการปรับลดตามราคาพลังงาน รวมถึงอาจชะลอเกิดจากการซื้อและความต้องการลงทุนของเอกชนในภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงส่งผลให้ดัชนีราคาลดลง
ส่วนค่าจ้างแรงงานที่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาดที่มีการเพิ่มของค่าแรงขั้นต่ำ และการขาดแคลนช่างฝีมือแรงงานคุณภาพ ทั้งนี้หากมีการเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบันมาก ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้านของประชาชน และการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ
“ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงตามดัชนีราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐานในไตรมาส 2 ปี 2566 ที่ ได้สะท้อนต้นทุนการสร้างที่อยู่อาศัย เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปีก่อนเล็กน้อยและแนวโน้มการทรงตัวในทิศทางที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังมีตัวแปรสำคัญที่ต้องคำนึงถึงทั้งในปัจจุบันและอนาคต คือ ค่าจ้างแรงงาน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 39.6% ของค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐาน โดยในไตรมาส 2 ปี 2566 ค่าแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้สูงกว่าปัจจุบันมาก ก็จะกระทบค่าก่อสร้างบ้านของประชาชน และยังอาจส่งผลไปถึงต้นทุนการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ด้วย” นายวิชัยกล่าว


