เป๊ปซี่โค เผยแพร่รายงาน ESG ประจำปี 2565 ฉบับเต็มครั้งแรก เผยความก้าวหน้าตามเป้าหมายของ PepsiCo Positive ลุยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
เป๊ปซี่โค เผยแพร่รายงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล หรือ ESG ปี 2565 ซึ่งถือเป็นรายงานฉบับเต็มปีครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดตัวกลยุทธ์ PepsiCo Positive ( pep+) ในปี 2564 โดยมีผลดำเนินการดังนี้ ลดไขมันอิ่มตัวในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสะดวกซื้อ ไม่เกิน 1.1 กรัมต่อปริมาณอาหาร 100 แคลอรี่ คิดเป็นสัดส่วน 75% ของกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ซึ่งบรรลุเป้าหมายตั้งแต่ปี 2564 เร็วกว่าที่กำหนดไว้ถึง 4 ปี, ลดปริมาณน้ำตาลและโซเดียมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ในปี 2565, กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทั้งหมดของเป๊ปซี่โคมีแคลอรี่จากน้ำตาลน้อยกว่า 100 แคลอรี่ต่อปริมาณเครื่องดื่ม12 ออนซ์ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 56% จาก 53% ในปี 2564, กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสะดวกซื้อมีโซเดียมไม่เกิน 1.3 มิลลิกรัมต่อปริมาณอาหาร 100 แคลอรี่ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 68% จาก 66% ในปี 2564, เพิ่มพื้นที่การเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerating farming) ได้มากกว่า 900,000 เอเคอร์ทั่วโลก นับเป็นสองเท่าของปี 2565, ช่วยให้เกษตรกรมีทักษะการปรับตัวได้ดีขึ้น ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคการเกษตรไปกว่า 330,000 เมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการลดรถยนต์จากท้องถนนไปมากกว่า 73,000 คันต่อปี, เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำในการผลิตขึ้น 22% ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเรื่องการขาดแคลนน้ำ ตั้งแต่ปี 2558, ช่วยให้ประชากร 12 ล้านคนเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดได้ในปี 2565 เป็นต้น
แชนด์เลอร์ กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้ปลูกข้าวสาลีแห่งชาติ (National Association of Wheat Growers) กล่าวว่า เป๊ปซี่โคมีแนวทางในการมีส่วนร่วมกับเกษตรกรและการใช้ประโยชน์จากแนวทางปฏิบัติด้านการเกษตรเชิงฟื้นฟูเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นผู้นำในการแสดงให้เห็นว่าบริษัทอาหารและผู้ผลิตสามารถร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน ราคาย่อมเยาและอาหารที่ปลอดภัย นอกจากนี้ เป๊ปซี่โคยังได้ลงทุนและมีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการเกษตร และเป็นผู้นำในการมีส่วนร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อสร้างความมั่นใจในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนและได้ประโยชน์ร่วมกัน และยังมีความมุ่งมั่นในการดำเนินการเพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของประเทศไทย เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ได้เข้าร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft fur Internationale Zusammenarbeit – GIZ) และหน่วยงานภาครัฐของไทยในการเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกร เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ภายใต้โครงการการจัดการห่วงโซ่อุปทานข้าวและมันฝรั่งเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ด้วยวิธีการปลูกข้าวมันฝรั่งและข้าวโพดหมุนเวียนอย่างยั่งยืน รวมถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อให้ความรู้ และเก็บกลับขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอ่อนหลายชั้น เพื่อนำขยะเหล่านี้ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นที่มีคุณค่าได้ อาทิ การแปรรูปเป็นไม้เทียม
จิม แอนดรูว์ เจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืน (Chief Sustainability Officer) เป๊ปซี่ โค กล่าวว่า บริษัทฯได้ออกตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Bonds) มูลค่า 2.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นการลงทุนจำนวนมากและจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามพันธกิจ pep+ ของเรา ซึ่งรวมถึงการมุ่งสู่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) และลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin plastics) นอกจากนี้ เราจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อขจัดอุปสรรคในความก้าวหน้า แม้ว่าจะมีข้อบังคับโดยธรรมชาติหลายประการ รวมถึงความท้าทายในการจัดการกับปัญหาเชิงระบบนั้นยิ่งใหญ่มาก และเราจะต้องหาแนวทางร่วมกับภาคีเครือข่ายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อให้ไปถึงจุดที่ทุกคนต้องการ

