‘กสิกรไทย’ คาดโหวตนายกฯยืดเยื้อกระทบเชื่อมั่น ตั้ง รบ.ใหม่ช้า ยิ่งมีผลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

11.07.23 | 15:43 น.

‘กสิกรไทย’ คาดเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ ยืด กระทบเชื่อมั่น หวั่นจัดตั้งรัฐบาลช้ากระทบเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวในงานเศรษฐกิจไทย ครึ่งหลังของปี 2566 ว่าสำหรับผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะเริ่มในวันที่ 13 กรกฎาคม ต้องดูผลการโหวตแต่ละครั้งว่าเป็นอย่างไร เพราะมีตัวแปรเป็นองค์ประกอบหลากหลาย ทั้งเรื่อง 8 พรรคร่วมรัฐบาล เรื่องการโหวตของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

ซึ่งศูนย์วิจัยอาจไม่สามารถวิเคราะห์เกมการเมืองได้ แต่จุดสนใจคือผลกระทบจากประเด็นการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย หากเกิดการประท้วงก็ขึ้นอยู่กับว่ามีความรุนแรงในระดับใด ท้ายที่สุดผลกระทบอาจเกิดขึ้น ซึ่งต้องดูไปทีละสเต็ปในแต่ละวันที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม และวันที่ 19-20 กรกฎาคม

โดยอ้างอิงข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้าออกไปจากกำหนดการเดิมในเดือนสิงหาคม ถ้ายิ่งล่าช้าออกไปผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เรื่องการเบิกจ่ายภาครัฐ เพราะเรื่องนี้สามารถบริหารจัดการได้ ผลกระทบจึงไม่มีมากกว่าประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย อีกทั้งจะกดดันให้จีดีพีไทยปี 2566 ขยายตัวเพียง 2-2.5% ซึ่งมีความเป็นไปได้ เพราะผลกระทบไปกระทบกับตัวเลขภาคเอกชนเยอะ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีที่จะมีในอีก 2 วันนี้

“หากการโหวตวันแรกผ่านไปด้วยดี และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามไทม์ไลน์ในเดือนสิงหาคม มีรัฐบาลใหม่จะเป็นตัวที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจดีขึ้น อีกทั้งการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินจะเป็นไปตามสเต็ป มีนโยบายเรียกความเชื่อมั่น มีมาตรการทางเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงนั้นจะมีการประเมินเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง” น.ส.ณัฐพรกล่าว

Advertisement

น.ส.ณัฐพรกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงไตรมาส 3/2566 ตามไทม์ไลน์จะต้องมีรัฐบาลใหม่ช่วงเดือนสิงหาคม แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อออกไป ทำให้รัฐบาลรักษาการต้องอยู่ต่อไป ระหว่างนี้จะเห็นผลกระทบเกิดจากความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจลากยาวสู่ไตรมาส 4/2566 ทั้งนี้ หากไม่เกิดความรุนแรงจากปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจไทยจะมีรัฐบาล หรือไม่มีรัฐบาล เรื่องภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวก็ยังเป็นตัวสนับสนุนให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อ เพียงแต่มีปัญหาการเมืองเข้ามาเป็นตัวแปรหนึ่ง

“หากการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จสิ่งที่สำคัญกว่านโยบายคือการเรียกความเชื่อมั่นต่อหน้าตาของรัฐบาลใหม่ที่ต้องสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้น ภายหลังจากการเลือกตั้ง และมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ ส่วนเรื่องนโยบายควรจะทำนโยบายที่ขัดกับภาวะเศรษฐกิจ เช่น ในภาวะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวและรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจมีนโยบายเสริมภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มเฉพาะ” น.ส.ณัฐพรกล่าว

คงจีดีพีปี’66 ขยายตัวที่ 3.7%

น.ส.ณัฐพรกล่าวว่า มุมมองทิศทางเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 2566 คงประมาณการจีดีพีปี 2566 ที่ 3.7% และคงตัวเลขการส่งออกไว้ที่ติดลบ 1.2% แต่ปรับลดการบริโภคภาครัฐบาลและการลงทุน เนื่องจากรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ขณะที่คาดการณ์จีดีพีช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวประมาณ 4.3% จากช่วงครึ่งปีแรกที่ประมาณ 3.0%

โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว คาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2566 จะมีประมาณ 28.5 ล้านคน ขณะเดียวกัน คาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.8% ลดลงจาก 2.8% ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงเดินหน้าคุมเงินเฟ้อ ทำให้อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ที่ 2.25% ทั้งปี 2566

ขณะที่ปรับการบริโภคภาคเอกชนที่ 3.8% เพิ่มขึ้นจาก 3.3% เป็นผลมาจากการใช้จ่ายภาคการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าในไตรมาสถัดไปให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายภาคครัวเรือน โดยมองว่าการบริโภคอาจโตเพียง 3% กว่าๆ เนื่องจากยังคงมีปัจจัยด้านดอกเบี้ยขาขึ้น ธปท.คุมเข้มเรื่องหนี้ครัวเรือน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่

ด้านการบริโภคของรัฐบาลคาดว่าจะติดลบที่ 3% จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ติดลบ 1% เนื่องจากปัจจัยฐานสูงปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนได้ปรับลดลงที่ 2% จากเดิมที่ 2.8% เนื่องจากความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า เพราะนักลงทุนอยู่ช่วงการรอคอยรัฐบาลใหม่จึงยังชะลอการลงทุน เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ด้านการลงทุนภาครัฐอยู่ที่ 2.2% จากเดิม 2.3%

“ไทยจะเผชิญหลายโจทย์สำคัญที่ท้าทายการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยโจทย์แรกคือการจัดตั้งรัฐบาลและการรับมือกับทิศทางเศรษฐกิจจีนที่เริ่มเห็นสัญญาณอ่อนแรง ย่อมเปิดประเด็นความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจอาเซียนและไทยที่พึ่งพาเศรษฐกิจจีนค่อนข้างสูง แต่ยังคงประมาณการจีดีพีปี 2566 ที่ 3.7%” น.ส.ณัฐพรกล่าว