‘กสิกรไทย’ ชี้ ‘ลดดอกเบี้ย’ ลูกหนี้เตรียมใจ ต้องจ่ายค่างวดเพิ่ม

11.07.23 | 15:46 น.

‘กสิกรไทย’ ชี้ ‘ลดดอกเบี้ย’ ลูกหนี้เตรียมใจ ต้องจ่ายค่างวดเพิ่ม

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม น.ส.ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวในงานเศรษฐกิจไทย…ครึ่งหลังของปี 2566 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนประเมินว่าสัดส่วนหนี้จะอยู่ในกรอบประมาณ 88.5-91.0% ในช่วงปลายปีนี้ จากระดับ 90.6% ณ สิ้นไตรมาส 1/2566 อย่างไรก็ดี สัดส่วนหนี้ดังกล่าวคงจะยังไม่ลดลงแตะ 80% อันเป็นระดับที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อได้โดยไม่สะดุดภายในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ ขณะที่มาตรการจากธปท.จะทำให้หนี้ใหม่โตช้าลง และหนี้เก่าลดลงเร็วขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯ ได้จัดทำผลสำรวจภาวะหนี้สินครัวเรือนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 400 ตัวอย่าง ซึ่งย้ำภาพความน่ากังวลของปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ลูกหนี้ที่ตอบแบบสอบถามให้น้ำหนักปัจจัยด้านรายได้ ในการปิดหนี้อย่างยั่งยืน

ขณะที่มาตรการแก้หนี้ของ ธปท. ที่จะเริ่มจากการแก้ไขหนี้เรื้อรัง (Persistent Debts) สำหรับลูกหนี้บุคคลที่มีลักษณะวงเงินหมุนเวียน (Revolving Personal Loans) ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อให้ลูกหนี้ผ่อนให้จบภายในเวลาราว 4 ปีนั้น คงมีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ในวงจำกัด โดยเบื้องต้นคาดว่าจะไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย หรือกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยประมาณ 4,300-4,700 ล้านบาท และ 0.02-0.03% ต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)

น.ส.ธัญญลักษณ์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่สำคัญสำหรับลูกหนี้ที่ต้องการเข้ามาตรการแก้หนี้ครัวเรือน ซึ่ง ธปท.มีแนวทางทางที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยจาก 25% มาที่ 12% นั้น ผู้กู้จะต้องมีภาระการผ่อนชำระค่างวดเพิ่มขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง 10% เพียงแต่ลูกหนี้อาจต้องเตรียมตัวผ่อนชำระต่อเดือนในจำนวนที่สูงขึ้นกว่า 24.6%

Advertisement

เช่น หากเป็นหนี้เฉลี่ย 69,000 บาท ค่างวดเดิมอยู่ที่ 1,438 บาท ทุกๆ 10% ของดอกเบี้ยที่ลดลงตามสัญญาใหม่อาจจะทำให้ยอดผ่อนเพิ่ม 24.6% ของยอดผ่อนเดิมหรือเพิ่มอีก 351 บาทต่องวด ทำให้งวดนั้นต้องชำระเงินที่ 1,789 บาท ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าโครงการนี้จึงต้องตระหนักถึงภาระรายเดือนที่เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ สุดท้ายแล้วคงอยากเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลหนี้ก้อนใหญ่ที่แก้ยากอย่างจริงจัง คือ เกษตร ครู และข้าราชการ (เฉพาะหนี้ครูและข้าราชการตำรวจมีสัดส่วนประมาณ 10.5% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด) รวมถึงหนี้ที่ย้ายออกจากระบบไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อีกหลักแสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการที่เคยออกมาแล้วอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังประกอบด้วยหนี้บุคคลและหนี้ธุรกิจรายย่อย อันจะมีผลต่อความสามารถในการดำรงชีพของครัวเรือนและธุรกิจฐานรากของไทยในระยะข้างหน้า

“กลุ่มหนี้ก้อนใหญ่ที่แก้ยากมีมูลค่าไม่น้อย แต่มักจะไม่ค่อยได้รับความสนใจหรือมีมาตรการอุดหนุนมากนัก แต่จากตัวเลขหนี้เสียที่ AMC เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นับแต่ปี 60 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขายหนี้เสียออกมาจากสถาบันการเงิน ซึ่งกลุ่มนี้หากไม่สามารถแก้ไขได้จะกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ยาก” น.ส.ธัญญลักษณ์ กล่าว

น.ส.ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด