ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรุงเทพมหานคร ร่วมจัดงานแสงเทียนแห่งสยาม ซึ่งรัฐบาลตั้งใจจัดเพื่อส่งท้ายปีเก่า 2559 ต้อนรับปีใหม่ 2560 สร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งถวายเป็นพระราชกุศลแด่บูรพกษัตริย์ของไทย และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
สำหรับงานแสงเทียนแห่งสยาม จัดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ต่อเนื่องถึงวันที่ 1 มกราคม 2560 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะเริ่มแจกโคมเทียนจำนวน 1 แสนโคม ให้แก่ประชาชนผู้ร่วมงาน จากนั้นเวลา 20.30 น. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และสวดข้ามปี และเวลา 21.00 น. ผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 89 วินาที จากนั้นเวลา 23.45 น. ร่วมสวดมนต์ด้วยบทอิติปิโส เวลา 24.00 น. ประธานลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์และประชาชนร่วมกันสวดเจริญมงคลคาถา บทชยันโต และร้องเพลงพระราชนิพนธ์พรปีใหม่ ร้องนำโดยนายสุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว (บี้ เดอะสตาร์)
จากนั้น ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และในเวลา 00.09 น. ร่วมจุดแสงเทียนแห่งสยาม พระสงฆ์และประชาชนร่วมกันสวดมนต์ต้อนรับปีใหม่ บทมงคลคาถา พาหุง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่บูรพกษัตริยาธิราช เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ถวายพระพรชัยแด่พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และเสริมสิริมงคลแก่ประเทศไทยให้มีความสุขตลอดทั้งปี
“นอกจากจัดงานที่ท้องสนามหลวงแล้ว รัฐบาลยังได้รับความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้าต่างๆ กลางย่านการค้าของกรุงเทพฯ จัดกิจกรรมร่วมงานแสงเทียนแห่งสยาม ตั้งแต่แยกปทุมวันจนถึงแยกพร้อมพงษ์ ได้แก่ เวทีบริเวณแยกราชประสงค์ เวทีลานเซ็นทรัลเวิลด์ เวทีบริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี เวทีหน้าศูนย์การค้าเทอมินอล 21 และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ซึ่งจะจัดกิจกรรมคล้ายๆ กันและเวลาเดียวกันกับที่ท้องสนามหลวง อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ จะเกิดกระแสการเดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศประมาณ 4 ล้านคน คิดเป็นรายได้ 1.93 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเพื่อร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 18 ล้านคน สร้างมูลค่ากว่า 3.6 พันล้านบาท”

