หอค้า ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หวั่นตั้ง รบ.ช้า กระทบลงทุนใหม่ ชี้ถ้ามีชุมนุมก็ขอให้สงบ
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความปม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกลพ้นจาก ส.ส.เหตุจากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคมนั้น ว่า ภาคเอกชนรับได้หากทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุด
“หลักสำคัญคือ การยึดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าอย่างไร ก็ขอให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วนจะเป็นใครมาทำหน้าที่รัฐบาล ก็เอกชนก็สามารถทำงานร่วมได้ทั้งหมด ซึ่งตามประวัติศาสตร์ รัฐบาลก็ขาดเอกชนไม่ได้ เอกชนเป็นผู้สร้างรายได้ จ่ายภาษี และสร้างงาน ให้ภาคประชาชน เพราะฉะนั้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนนั้นจำเป็นต้องมีแน่นอน” นายพจน์กล่าว
นายพจน์กล่าวว่า อย่างไรก็ดี หากการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้าออกไป อาจส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนใหม่ที่จะเข้ามาใหม่ เพราะนักลงทุนอยากเห็นรูปร่างหน้าตาของรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีใหม่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นโยบายที่ชัดเจน ที่จะมีการแถลงต่อสภา เพื่อที่จะตัดสินใจในการลงทุนต่อไปอย่างไร คนที่ลงทุนอยู่แล้วก็อาจจะลงทุนต่อ แต่คนที่จะมาใหม่ก็อาจจะชะลอไว้
นายพจน์กล่าวว่า สำหรับการทำงาน ยังมีคณะรัฐมนตรีรักษาการอยู่ ก็ขอให้เดินหน้าต่อไป ซึ่งภาคเอกชนก็ทำงานร่วมกับข้าราชการประจำไม่ได้หยุด ส่วนนโยบายเชิงรุกอาจได้รับผลกระทบบ้าง เพราะอาจไม่เหมาะสมที่จะให้ ครม.รักษาการเป็นคนตัดสินใจ แต่หากเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับประเทศชาติก็ต้องขอ กกต.เป็นกรณีไป เพื่อทำงานต่อ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดทำงบประมาณใหม่ หากยังไม่มีรัฐบาลเชื่อว่าการลงทุนก็จะยังไม่เดินหน้า
นายพจน์กล่าวว่า นอกจากนี้ หากจะมีการชุมนุมแสดงออกทางการเมือง ถ้าชุมนุมด้วยความสงบก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าไม่เรียบร้อยก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดูแล ขอให้ชุมนุมเป็นไปอย่างสงบตามกฎหมาย เพื่อไม่ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวลำบาก
นายพจน์กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปี 2566 อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองแล้ว แต่เป็นเพราะการส่งออกที่ยังติดลบต่อเนื่อง ซึ่งทั้งปี 2566 นี้อาจขยายตัวเป็น 0% หรือติดลบเล็กน้อย โอกาสที่จะขยายตัวเป็นบวกเป็นไปได้ยาก มีเพียงภาคการท่องเที่ยวและบริการที่สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ รวมถึงสินค้าเกษตรที่ราคาดี หวังว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญมากจนเกินไป ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอในการเพาะปลูก เพราะเมื่อทั่วโลกประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร จะเป็นประโยชน์กับการเกษตรของไทย

