“เมเจอร์ฯ” ผุดแบรนด์ลักชัวรี จับกลุ่มลูกค้าเป๋าหนัก ราคาเริ่มต้น 14.5 ล.
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ดร.สุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากภาพรวมตลาดอสังหาฯ ครึ่งปีหลังของไทย ทำให้มั่นใจว่าตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดระดับลักชัวรียังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการในระดับบนที่มีกำลังซื้อซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มหลักที่แข็งแรง ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยกลุ่มนี้ต้องการหาที่อยู่อาศัยใหม่เพื่อการขยับขยายครอบครัวไปอยู่ในพื้นที่ที่มีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น มีสไตล์ที่ตรงโจทย์ พื้นที่ใช้สอยที่เพิ่มขึ้น สามารถรองรับกับไลฟ์สไตล์ของสมาชิกในครอบครัวที่มีหลายวัยได้อย่างหลากหลาย
จากโอกาสดังกล่าวบริษัทจึงได้พัฒนาแบรนด์ใหม่ “MAYFIELD” (เมย์ฟีลด์) โครงการไฮไลท์แนวราบแห่งใหม่ของเครือฯ มุ่งเน้นตอบโจทย์การอยู่อาศัยของทุกวัย ภายใต้สโลแกนหลัก “HOME IS WHERE YOUR HEART IS” แนวคิดบ้านที่เกิดจากการเชื่อมโยงธรรมชาติ – ชีวิต – ครอบครัว – ที่พักอาศัย ให้เป็นบริบทแห่งนิยามใหม่ของการอยู่อาศัย “ธรรมชาติที่โอบล้อมในทุกการใช้ชีวิต คิดครบอย่างเข้าใจสู่ที่อยู่อาศัยของครอบครัว” ชูการออกแบบบ้านที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด อบอุ่น ผ่อนคลาย โล่งสบาย ปลอดภัย และเติมพลังทุกวันใหม่ ให้ผู้อยู่อาศัยได้เอาหัวใจมาวางพักไว้กับคนที่รัก เป็นพื้นที่ที่สามารถแบ่งปันความรู้สึกดีดีให้กันได้ในทุกวันทุกเวลา
ดร.สุริยากล่าวว่า สำหรับนักลงทุนต่างชาตินั้นเห็นว่ากำลังกลับมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลพวงของตลาดท่องเที่ยวที่กลับมาแล้วและภาพลักษณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยของรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้บริษัทมีความต้องการที่จะเดินหน้าขยายโครงการใหม่ให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยเน้นไลฟ์สไตล์ที่บ่งบอกความเป็นสุขนิยม ผสมผสานธรรมชาติ มุ่งสร้างความยั่งยืนของรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ และยังมองถึงเทรนด์อสังหาฯ ในยุคนี้ ที่เป็นการแข่งขันด้วยการสร้างโมเดลให้สอดคล้องไปกับเทคโนโลยีการตลาดดิจิทัล เพื่อเข้าสู่ยุค 5.0 ซึ่งความท้าทายในตลาดกำลังซื้อถูกเปลี่ยนไปอยู่ในนิวเจน จึงต้องสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับเจนใหม่ โดยใส่ใจในสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไปด้วย

ดร.สุริยากล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทฯในปีนี้ จะเปิดตัวทั้งสิ้นประมาณ 5-7 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 5 โครงการ มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท โดยโครงการแนวราบนั้น จะเป็นแบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้ 1 แบรนด์ คือ “เมย์ฟีลด์” (MAYFIELD) 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
โครงการแรกที่เปิดตัว คือ “เมย์ฟิลด์ ปิ่นเกล้า”ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 8.5 ไร่ ในซอยบรมราชชนนี 6พัฒนาเป็นทาวน์เฮาส์ลักชัวรี ในสไตล์ Urban Modern Classic ขนาดตั้งแต่ 26.64-34.63 ตารางวา ราคาขายเริ่มต้นที่ 14.5-16 ล้านบาท จำนวน 68 ยูนิต มูลค่า โครงการ 1,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้เปิดขายในรอบ VVIP มาแล้ว สามารถทำยอดขายได้ 25% โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าของบริษัทฯที่ตามมาซื้อโครงการใหม่ เนื่องจากอยู่ในทำเลที่ดี มีศักยภาพ และไม่มีซัพพลายในระดับเดียวกัน เนื่องจากทำเลดังกล่าวค่อนข้างหาที่ดินยาก ซี่งแปลงนี้เดิมเป็นสวนเก่า และบริษัทฯซื้อมาเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา และจะเปิดพรีเซลในวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2566 นี้ คาดว่าจะทำยอดขายได้อีก 25% โดยบ้านจะสร้างเสร็จและทยอยโอนกรรมสิทธิ์ได้ภายในปี 2567
ส่วนอีก 2 โครงการคือ “เมย์ฟิลด์ เลน รัชดา-ลาดพร้าว” (MAYFIELD LANE RATCHADA LADPRAO) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ บริเวณซอยลาดพร้าว 26 พัฒนาในรูปแบบของบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 369.5- 454 ตารางเมตร จำนวน 11 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้นที่ 39.9 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 520 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลในไตรมาส 4/2566 นี้
และ “เมย์ฟิลด์ รามอินทรา-คู้บอน” (MAYFIELD RAMINDRA KHUBON) ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 40 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว ขนาดตั้งแต่ 224.4 – 299.53 ตารางเมตร จำนวน 167 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 13.9 ล้านบาทขึ้นไป มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลในไตรมาส 4/2566 นี้
สำหรับแนวราบอีก 2 โครงการ คือ “มอลตัน เกสท์ กรุงเทพกรีฑา” (Malton Gates) ได้เปิดพรีเซล ไปเมื่อต้นปี 2566 แล้ว และโครงการ “เท็น แอนด์ โอนลี่”(10 & Only) บริเวณซอยพัฒนาการ 20 มีแผนจะเปิดตัวในปลายปี 2566 นี้
ส่วนคอนโดฯอีก 2 โครงการซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะเปิดตัวในปลายปีนี้หรือไม่ ซึ่งต้องรอดูจากหลายปัจจัย อาทิ สภาวะเศรษฐกิจ,ความพร้อมของตลาด,การเมือง และลูกค้าชาวต่างชาติที่กลับมาเต็มที่แล้วหรือยัง หากมีความพร้อมก็จะเปิดตัวได้ในไตรมาส 4/2566 นี้ ซึ่งขณะนี้มีที่ดินรองรับแล้วทั้ง 2 แปลง คือ ทำเลสุขุมวิท ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท/ตารางเมตบวกลบ มูลค่าโครงการ 3,250 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาจะพัฒนาในแบรนด์ใหม่หรือแบรนด์เดิม และทำเลพญาไท พัฒนาภายใต้แบรนด์ “มาร์ควิส” ราคาประมาณ 2,000 บาทปลายๆ/ตารางเมตร มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการนี้อาจจะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรชาวต่างชาติ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจากับหลายกลุ่มทุน อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษ ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบริษัทฯมีโครงการแนวราบ สัดส่วนที่น้อยมากประมาณ 10% เท่านั้น แต่จากช่วงวิกฤติโควิด -19 ที่ผ่านมา ความต้องการบ้านแนวราบมีเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ในปีนี้บริษัทฯได้ปรับพอร์ตโครงการแนวราบเพิ่มขึ้นเป็น 33% และในอนาคตจะให้อยู่ที่ระดับ 40% โดยพอร์ตหลักยังเป็นคอนโดฯที่สัดส่วน 60% โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 7,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกสามารถทำได้แล้ว 1,500 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดโอนไว้ที่ 5,000 ล้านบาท

