‘แบงก์ชาติ’ ชี้โหวตเลือกนายกฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ความล่าช้ากระทบเบิกจ่ายภาครัฐ การลงทุนหยุดชะงัก ลุ้นเลือก 19 ก.ค.ชี้ชะตา
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองที่มีการโหวตเรื่องนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในวันที่ 13 กรกฎาคมว่า สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นยังประเมินได้ยาก เพราะมีความไม่แน่นอนสูง และประเมินยากว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลจะจัดตั้งได้เมื่อไหร่
ซึ่งความล่าช้าที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายภาครัฐที่งบประมาณปี 2567 ยังไม่สามารถออกมาใช้ได้ แต่ในส่วนเบิกจ่ายงบประจำยังมีงบกลางที่ยังใช้ดำเนินการไปได้อยู่ อาจไม่ได้ติดขัดมาก จะมีเพียงการเบิกจ่ายที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่ยังไม่สามารถมีโครงการใหม่ๆ ได้
นอกจากนี้ การลงทุน ยังต้องรอความชัดเจนจากการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ ส่วนเรื่องความเชื่อมั่นในเวลานี้เชื่อว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะดูข้อมูลเบื้องต้นก็ยังมีความเชื่อมั่นอยู่ ซึ่งจากการเปรียบเทียบในอดีตที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะมีความวุ่นวายทางการเมือง เกิดการประท้วง ก่อม็อบก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบใดๆ มาก ยกเว้นหากเกิดความรุนแรงยืดเยื้อลากยาวจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุกชะงัก
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย จะสามารถสำเร็จเสร็จสิ้นได้หรือไม่ ส่วนกระแสข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนโหวตนายกฯจากอีกพรรคการเมืองหนึ่งนั้น ยังไม่สามารถประเมินได้ว่ามีผลต่อเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นอย่างไรหรือไม่ ต้องรอวันที่ 19 กรกฎาคม หรือการโหวตครั้งถัดๆ ไป
ซึ่ง ธปท.ได้ทำการประเมินจากหลายกรณีไว้ทั้งหมดแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง จากปัจจุบัน ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.6% ในปี 2566 และขยายตัว 3.8% ในปี 2567

