นักวิเคราะห์ชี้ การเมืองไทยที่ไม่ชัดเจนยืดเยื้อ เสี่ยงกระทบศก.-นักลงทุนเผ่นหนี
ข้อเขียนแสดงความเห็นของนายแฮร์ริสัน เฉิง ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยง “Control Risks” เผยแพร่ทางแชนแนลนิวส์เอเชียเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ได้ระบุถึงสถานการณ์การเมืองไทยโดยการโปรยหัวประมาณว่า ไทยเผชิญการเมืองที่ไม่แน่นอนยืดเยื้อ หลังจากไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้ โดยกล่าวถึงการที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถทำให้เขาได้รับการโหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกรัฐสภาในครั้งแรกได้ และการโหวตรอบที่ 2 ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ก็ไม่มีหลักประกันว่าประเทศไทยจะหลุดพ้นจากสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนนี้
ข้อเขียนชิ้นนี้ระบุว่า รัฐสภาไทยจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่อีกครั้งในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีจะได้รับเลือก หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปของไทยผ่านมามากกว่า 2 เดือนแล้ว ความล่าช้านี้จะยิ่งสร้างบาดแผลลึกให้กับภาคธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากวิกฤตทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ โดยบริษัทต่างๆ ได้เริ่มชะลอการลงทุนใหม่ขณะรอความชัดเจนว่ารัฐบาลชุดต่อไปของไทยจะเป็นอย่างไร และช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้งที่ยืดเยื้อนี้ยังจะทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ (ที่คาดว่าอยู่ที่ราว 2.7%-3.7%) ซึ่งเชื่องช้าล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอยู่แล้ว และได้รับการสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวขึ้นโดยส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี การกระเตื้องของภาคการท่องเที่ยวก็อาจลดลงได้อย่างรวดเร็ว หากหล่มการเมืองไทยก่อให้เกิดความไม่สงบขนาดใหญ่ขึ้นอีก ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากความล้มเหลวของนายพิธาในการได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในการโหวตครั้งแรก
ข้อเขียนระบุต่อไปว่า บรรดานักลงทุนที่กำลังมองหาทางเลือกห่วงโซ่อุปทานที่หลากลายหรือโอกาสใหม่ๆ ในภาคส่วนที่เติบโต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และ เศรษฐกิจดิจิทัล จะไม่รอไปตลอดเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาดำเนินการร่วมกัน โดยอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซียและฟิลิปปินส์ กำลังแข่งขันอย่างดุเดือดกับไทยในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
ข้อเขียนนี้ยังระบุให้จับตาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 ในสัปดาห์หน้าว่าผลลัพธ์จะออกมาแตกต่างไปหรือไม่อย่างไร จะมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์หรือไม่ โดยระบุว่าขึ้นอยู่กับ 2 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ ฉากทัศน์แรกคือนายพิธายอมถอย โดยให้แคนดิเคตจากพรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา และอีกฉากทัศน์คือศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายพิธาขาดคุณสมบัติในการโหวตรอบ 2 จากการละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นแรงบีบให้ต้องมีการเสนอชื่อแคนดิเดตคนอื่นหรือทำให้มีการจัดทัพใหม่

