หน้าแรก เศรษฐกิจ นักธุรกิจห่วง...

นักธุรกิจห่วงโหวตนายกฯยืดเยื้อ ส่งสัญญาณต่างชาติเริ่มลังเล “เคาะลงทุน-ท่องเที่ยวไทย”

16.07.23 | 20:49 น.
แฟ้มภาพ

นักธุรกิจห่วงโหวตนายกฯยืดเยื้อ ส่งสัญญาณต่างชาติเริ่มลังเล “เคาะลงทุน-ท่องเที่ยวไทย”

นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมของขวัญ ของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน และเลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ผ่านการโหวตรอบแรกในวันที่ 13 กรกฎาคม ก็มาพร้อมกับข้อกังวลว่าจะเอาชนะคะคานอะไรกัน จนทำให้ระบอบประชาธิปไตยบิดเบี้ยวไปหรือไม่ และสถานการณ์การเมืองจะบานปลายหรือกินเวลานานเท่าไหร่ จึงได้นายกรัฐมนตรีและได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพเข้าบริหารประเทศ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ถูกจับตามองจากนานาประเทศ ส่วนตัวแล้วได้รับการตอบถามมาต่อเนื่องถึงสถานการณ์การเมือง หากไม่ใช่นายพิธา จะเป็นคนพรรคร่ววมมาแทน หรือ พรรคขั้วเข้ามาอีกรอบ ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจของนักธุรกิจทั้งสิ้น หลังเลือกตั้งเราคาดหวังทุกอย่างจะราบรื่นในเวลาอันสั้น มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ เพราะมีหลายเรื่้องที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเข้ามาดำเนินการ โดยเฉพาะการลดภาระหนี้ ลดต้นทุน และส่งเสริมการขยายตัวทางธุรกิจ

” พูดคุยกับนักธุรกิจหลายคน บอกว่า เหนื่อยใจจริงๆ แผนหลายเรื่องกำลังเดินหน้า ก็กลับมาลังเล เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ก็อยากให้การโหวตรอบ2 อยากให้มีจิตสำนักมองภาพใหญ่ ไม่มองแค่ตนเองแล้วมาเป็นฉันทามิติ ไม่อยากให้มองว่าเป็นเด็กรุ่ยใหม่หรือรุ่นเก่า เพราะวันนี้โลกเปลี่ยน ลองให้เด็กรุ่นใหม่ๆที่มาตามระบอบฯได้บริหารประเทศ โดยผู้ใหญ่ให้การปรึกษา หากไม่ดีก็สามารถหยิบคนรุ่นใหม่ออกได้ ในธุรกิจวันนี้ยอมรับผู้บริหารจากคนรุ่นใหม่ วิธีการคิดแบบเด็กๆ ซึ่งหลายเรื่องก็ประสบความสำเร็จ ส่วนเรื่องใดที่เป็นปัญหาก็แก้ไขกันไป ตอนนี้ต่างชาติไม่ว่าจะเดินทางมาไทยช่วงนี้หรืออยู่นอกประเทศ ถามผมมาแยะมากกว่าจะมีเหตุรุนแรง จากผลการโหวตรอบ 2 ในสัปดาห์นี้หรือ 19 กรกฎาคมนี้ไหม ” นายจิรบูลย์ กล่าว

นายจิรบูลย์ กล่าวต่อว่า จากที่ได้พูดคุยกับหลายธุรกิจ ได้เห็นสัญญาณการลังเลมากขึ้นแล้ว และน่าจะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจากนี้ ได้แก่ 1. ภาคท่องเที่ยว ซึ่งทุกฝ่ายยืนยันแล้วว่าเป็นเครื่องจักรเดียวที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงนี้ แต่ก็มีสัดส่วนแค่ 18% ของจีดีพีประเทศ ในจำนวนนี้เป็นการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ 14% คนไทยเที่ยวไทยมีสัดส่วนเพียง 4% จะเทียบกับภาคส่งออกที่มีสัดส่วน 65-70% ของจีดีพีไทย ก็พบว่า นักท่องเที่ยวที่เตรียมจองตั๋วมาเที่ยวไทย เริ่มขอเลื่อนตั๋วและชะลอการจองที่พักไว้ก่อน อ้างว่าวิตกเรื่องเหตุชุมนุมจากสถานการณ์การเมือง ซึ่งมองว่าคะแนนเสียงพรรคก้าวไกลนั้นครอบคลุมทั่วประเทศ หากเกิดชุมนุมก็น่าห่วง 2. ภาคลงทุน นักธุรกิจหลายรายบอกเล่าว่ากำลังถูกยกเลิกการซ์้อที่ดินในอุตสาหกรรมหลายแห่ง มี 2-3รายบอกต้องตัดสินใจเพื่อลงทุนภายใน 1-2 เดือนอาจต้องไปประเทศอื่นแทน ที่มีต้นทุนค่าไฟและค่าแรงถูกว่าไทยด้วย และเบื้องต้นมีมูลค่าลงทุนประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ก็ยังต้องรองบประมาณรอบใหม่เร็วก็ปลายปี ช้าก็กลางปีหน้า 3. ภาคส่งออก คงโตได้ยาก เพราะกำลังซื้อและเศรษฐกิจโลกทรุดตัวอยู่ จึงต้องหันพึ่งพาภาคท่องเที่ยว ก็ติดเรื่องสถานการณ์การเมืองที่ยังวุ่นวาย 4. ภาคการบริโภค จากปัยหาหนี้ครัวเรือนสูงแตะ 90% ของจีดีพี เงินอัดฉีดภาครัฐยืดเวลาออกไปจากปกติหลายเดือน หากปล่อยให้สถานการณ์การเมืองคาราคาซัง ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยกว่าที่คาดไว้จะแตะ 30 ล้านคน ไม่ได้ตามนั้น

” ปัจจัยดังกล่าว ล้วนกดดันเศรษฐกิจ ทั้งปีนี้คาดว่าจะโตได้ 3% อาจต่ำลง ดังนั้น ประเทศไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ภาพพจน์ไม่ดีในสายตาต่างชาติ จะกดดันการเข้ามาลงทุน ตั้งฐานผลิตสินค้า ในอนาคต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่การโหวตรอบ2 การเลือกนายกรัฐมนตรี ควรได้ข้อสรุป เพื่อให้ตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป โดยสิงหาคมจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่นักลงทุนต่างชาติและนักท่องเที่ยวเตรียมว่าจะมาไทยหรือไม่ ” นายจิรบูลย์ กล่าว

Advertisement