เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโส ฝ่ายวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงข่าวเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ว่า คาดว่าช่วงปีใหม่นี้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยจะมีความคึกคักขึ้น โดยเฉพาะช่วงวันท้ายเทศกาลที่คาดว่าผู้บริโภคจะออกมาจับจ่ายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินสะพัดจากฐานปกติ 1.29 แสนล้านบาท ผลจากมาตรการช้อปช่วยชาติ 1.49 หมื่นล้านบาท และผลจากมาตรการเที่ยวช่วยชาติ 5.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเงินสะพัดในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีเงินสะพัดประมาณ 1.39 แสนล้านบาท หรือมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.21% อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยคึกคักนี้จะมีแรงส่งไปจนถึงประมาณกลางเดือนมกราคม 2560
นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในปีหน้า คาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นประมาณปลายไตรมาส 2 จากการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ การส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น รวมถึงการเบิกงบประมาณกลางปีของภาครัฐ จึงคาดว่าปีหน้านี้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 3.6%
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจแบบสอบถาม 1,223 ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19-23 ธันวาคม พบว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่จะนิยมทำบุญมากที่สุดถึง 87% รองลงมาเป็นท่องเที่ยว 64.4% และการจัดงานสังสรรค์ 58.7% สำหรับแผนการใช้เงินในช่วงปีใหม่ 3 อันดับแรก คือ จะซื้อสินค้าคงทน สินค้าฟุ่มเฟือย และซื้อสินค้าโอท็อป ในส่วนการใช้จ่ายเพื่อซื้อของขวัญให้ผู้อื่นจะนิยมซื้อสินค้าโอท็อป สลากกินแบ่งรัฐบาล และสินค้าคงทนมากที่สุด และสำหรับของขวัญยอดนิยมในช่วงปีใหม่ 3 อันดับแรกที่นิยมมากที่สุดคือ ของรับประทาน เครื่องดื่มบำรุง และกระเช้าผลไม้
นางอุมากมลกล่าวว่า สำหรับพฤติกรรมท่องเที่ยวของประชาชนในช่วงปีใหม่ปีนี้ส่วนใหญ่จะนิยมท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น คิดเป็น 84.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยนิยมเที่ยวในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มากที่สุด ในสถานที่ที่เป็นภูเขา และนิยมเดินทางกับครอบครัวมากที่สุด โดยใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวเฉลี่ยประมาณ 4-5 วัน มีค่าใช้ประมาณ 1.28 หมื่นบาท/คน สำหรับการเดินทางในต่างประเทศจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 6.53 หมื่นบาท โดยจะใช้เงินสำหรับเดินทางท่องเที่ยวจากรายได้ปกติ ทั้งนี้พบว่าในปีนี้มีการใช้เงินจากเงินออมและเงินโบนัสเพิ่มขึ้น ประมาณ 28% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า นอกจากนี้แล้ว การประเมินความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ของรัฐบาล พบว่ามีคะแนนความตั้งใจรวม 6.67 คะแนน และคะแนนผลดำเนินการ 6.27 คะแนน สำหรับปัญหาที่อยากให้รัฐบาลแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม รองลงมาเป็นปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาสังคม
“ทั้งนี้ สำหรับคำอวยพรที่อยากให้ประเทศมากที่สุด 3 ลำดับแรกคือ ขอให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระพลานามัยแข็ง ขอให้เศรษฐกิจดีขึ้น และขอให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในผลสำรวจรัฐมนตรีที่ประชาชนอยากให้ของขวัญเป็นกำลังใจมากที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คิดเป็น 50.9% นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี คิดเป็น 9.6% พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี คิดเป็น 8.1% และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คิดเป็น 7.3% นักการเมืองที่อยากเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยมากที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช และในส่วนดารานักแสดงที่อยากให้ของขวัญมากสุดคือ มาริโอ้ เมาเร่อ ขวัญ อุษามณี โตโน่ เดอะสตาร์ และกระแต อาร์สยาม” นางเสาวณีย์กล่าว

