หน้าแรก เศรษฐกิจ ยอดขายที่อยู่...

ยอดขายที่อยู่อาศัยร่วงแรงกว่า 29% สต๊อกเหลืออื้อ เปิด 5 โซนบ้าน-คอนโดขายดีขายอืด

17.07.23 | 17:24 น.
แฟ้มภาพ

ยอดขายที่อยู่อาศัยร่วงแรงกว่า 29% สต๊อกเหลืออื้อ เปิด 5 โซนบ้าน-คอนโดขายดีขายอืด

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและอาคารชุด ที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย ในกรุงเทพฯและ 5 จังหวัดปริมณฑล ในไตรมาส 1 ปี 2566 มีการเสนอขายที่อยู่อาศัยรวม 204,226 หน่วย ขยายตัว 2.3% มูลค่า 989,251 ล้านบาท ขยายตัว 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นหน่วยเปิดตัวใหม่ 21,680 หน่วย หรือ 10.62% มูลค่า 82,246 ล้านบาท หรือ 8.31% ซึ่งมีจำนวนลดลง 26% และมูลค่าลดลง 22.5% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และดูยอดขายใหม่ที่เกิดในไตรมาสอยู่ที่ 21,291 หน่วย มูลค่า 105,768 ล้านบาท พบว่าพบว่าหน่วยลดลง 29.1% และมูลค่าลดลง 22% และมีอัตราการดูดซับที่ปรับตัวลดลงจาก 3.5% ต่อเดือน หรือระยะเวลาขายหมด 26 เดือน

“แสดงให้เห็นว่าภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยปรับตัวลงค่อนข้างแรง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการปรับตัวลงของยอดขายอาคารชุด ประกอบกับส่วนต่างของหน่วยเปิดตัวใหม่มากกว่าหน่วยที่ขายได้ใหม่ในไตรมาสนี้ มีจำนวนเพิ่มขึ้น 389 หน่วย ส่งผลให้หน่วยที่เหลือขายภาพรวมแนวราบและอาคารชุดในตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 182,935 หน่วย มูลค่า 883,484 ล้านบาท ขยายตัว 7.8% และ 9.4% ตามลำดับ จากไตรมาส 1 ปี 2565” นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า เมื่อแยกเฉพาะตลาดบ้านแนวราบในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลในไตรมาส 1 มีเสนอขาย 124,723 หน่วย ขยายตัว 6.9% มูลค่า 679,672 ล้านบาท ขยายตัว 13% และเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่เสนอขายมากสุด ส่วนการเปิดตัวใหม่อยู่ที่ 8,699 หน่วย หรือ 6.97% มูลค่า 51,473 ล้านบาท หรือ 7.57% มีจำนวนหน่วยลดลง 16.8% และมูลค่าที่ลดลง 12.8% โดยทาวน์เฮาส์ลดลงมากสุด ทำให้หน่วยที่เหลือขายของแนวราบ ในตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 113,142 หน่วย มูลค่า 610,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% และ 14.7% ตามลำดับ

Advertisement

นายวิชัยกล่าวว่า ส่วนโซนมียอดขายและอัตราดูดซับสูงสุด ได้แก่ บางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง ยอดขาย 2,674 หน่วย มูลค่า 16,579 ล้านบาท, เมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ยอดขาย 1,477 หน่วย มูลค่า 5,394 ล้านบาท, บางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย ยอดขาย 942 หน่วย มูลค่า 5,521 ล้านบาท, คลองสามวา-มีนบุรี-ลาดกระบัง ยอดขาย 918 หน่วย มูลค่า 5,990 ล้านบาท และเมืองสมุทรสาคร ยอดขาย 821 หน่วย มูลค่า 3,091 ล้านบาท และมีทำเลต้องระมัดระวังเพราะยังมีหน่วยเหลือขายมาก ได้แก่ บางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย เหลือขาย 16,803 หน่วย มูลค่า 80,150 ล้านบาท, บางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง เหลือขาย 15,221 หน่วย มูลค่า 84,580 ล้านบาท, ลำลูกกา-ธัญบุรี เหลือขาย 13,726 หน่วย มูลค่า 54,287 ล้านบาท, คลองหลวง-หนองเสือ เหลือขาย 12,146 หน่วย มูลค่า 43,574 ล้านบาท และเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก เหลือขาย 10,021 หน่วย มูลค่า 40,796 ล้านบาท

นายวิชัยกล่าวว่า ส่วนตลาดอาคารชุดไตรมาสแรกมีการเสนอขาย 79,503 หน่วย ลดลง 4.3% มูลค่า 309,579 ล้านบาท ลดลง 9.5% ในจำนวนนี้เป็นการเปิดตัวใหม่ 12,981 หน่วย หรือ 16.33% ลดลง 31.1% มูลค่า 30,773 ล้านบาท หรือ 9.94% ลดลง 34.7% ขณะที่มียอดขายใหม่ 9,710 หน่วย ลดลง 48.9% มูลค่า 36,169 ล้านบาท ลดลง 45.2% มีอัตราการดูดซับทรงตัวอยู่ในระดับ 4.1% ต่อเดือน หรือจะขายหมดในเวลา 21 เดือน

นายวิชัยกล่าวว่า สำหรับโซนมียอดขายสูงสุดและมีอัตราการดูดซับสูง ได้แก่ คลองหลวง-หนองเสือ ยอดขาย 1,628 หน่วย มูลค่า 3,550 ล้านบาท, พระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ ยอดขาย 799 หน่วย มูลค่า 2,539 ล้านบาท, เมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ยอดขาย 775 หน่วย มูลค่า 2,010 ล้านบาท, เมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด ยอดขาย 758 หน่วย มูลค่า 1,468 ล้านบาท และห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง มียอดขายเป็นอันดับ 5 จำนวน 689 หน่วย มูลค่า 2,674 ล้านบาท

โดยทำเลที่มีหน่วยเหลือขายมากและต้องระมัดระวัง ได้แก่ ธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด เหลือขาย 8,544 หน่วย มูลค่า 27,045 ล้านบาท, ห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง เหลือขาย 7,951 หน่วย มูลค่า 31,786 ล้านบาท, เมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด เหลือขาย 6,432 หน่วย มูลค่า 14,774 ล้านบาท, พระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ เหลือขาย 6,204 หน่วย มูลค่า 18,007 ล้านบาท และสุขุมวิท เหลือขาย 5,348 หน่วย มูลค่า 47,222 ล้านบาท

“จากผลสำรวจที่เป็นข้อสังเกต คือ จังหวัดที่มียอดขายใหม่ของบ้านจัดสรรมากที่สุด คือ สมุทรปราการ 4,151 หน่วย มูลค่า 21,974 ล้านบาท รองลงมากรุงเทพฯ 2,734 หน่วย มูลค่า 27,105 ล้านบาท แต่หน่วยเหลือขายอยู่ที่ปทุมธานีมากสุด 35,893 หน่วย มูลค่า 138,658 ล้านบาท” นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า ส่วนอาคารชุดจังหวัดที่มียอดขายสูงสุดคือกรุงเทพฯ 5,221 หน่วย มูลค่า 24,686 ล้านบาท คิดเป็นยอดขายกว่า 60% ของการขายห้องชุดในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาปทุมธานี 2,205 หน่วย มูลค่า 4,664 ล้านบาท แต่หน่วยเหลือขายมากสุด กรุงเทพฯ 47,225 หน่วย มูลค่า 225,596 ล้านบาท ต้องใช้เวลา 27 เดือนถึงจะขายได้หมด สะท้อนว่า ตลาดอาคารชุดของกรุงเทพฯ ยังคงมีการแบกอุปทานที่หนักอยู่ หากต้องการลงทุนอาจต้องพิจารณาถึงอุปทานในแต่ละระดับของราคาและรูปแบบของแต่ละทำเลอย่างละเอียดเพิ่มขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการเองคงต้องดูทิศทางทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และผลกระทบจากปัจจัยลบของภาคอสังหาฯอย่างใกล้ชิดอีกด้วย